การตลาดปากต่อปาก กับซีรีย์ รักฉุดใจนายฉุกเฉิน (My Ambulance)

การตลาดปากต่อปาก กับซีรีย์ รักฉุดใจนายฉุกเฉิน (My Ambulance)

หลังจากที่ช่วงที่ผ่านมา ซีรีย์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” ได้รับการพูดถึงอย่างมากให้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งผู้อ่านทุกท่านอาจจะได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง ถึงการแสดงคิดเห็น ถกถึงประเด็นในฉากต่างๆของซีรีย์เรื่องนี้ แต่อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการพูดถึงในวงกว้างอย่างนี้ แล้วสิ่งนี้มันสำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องกับ การตลาดในรูปแบบการพูด บอกเล่าปากต่อปากอย่างไร? เราจะไปเรื่ม วิเคราะห์และศึกษา เพื่อเป็นกรณีศึกษา (Case Study) กันเลย .. ในมุมมองของ #แจมเพย์ ความหมาย ของ “การทำการตลาดแบบปากต่อปาก” คือ

“เทคนิคทางการตลาด” (Marketing Techniques) อย่างหนึ่งใน “การสร้างการรับรู้” (Awareness) ให้ แบรนด์ หรือ สินค้าและบริการ เป็นที่รู้จัก ด้วยการทำให้เกิดการพูดถึงในวงกว้าง อีกทั้ง มีโอกาสทำให้ได้รับผลดีในด้านอื่นๆด้วย เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน และทำให้แบรนด์ต่างๆก้าวขึ้นมาเป็นที่รู้จักได้อย่างในปัจจุบัน ซึ่งวิธีการก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดขององค์กรนั้นๆ


รูปแบบ “การตลาดปากต่อปาก” ในยุคปัจจุบัน

ในปัจจุบัน “การบอกเล่าปากต่อปาก” อาจจะไม่ได้บอกเล่าระหว่างกลุ่มเพื่อน เพื่อนข้างบ้าน หรือ ชุมชนใกล้เคียง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยแพลตฟอร์ม (Platforms) ในการสื่อสารปัจจุบัน อย่าง สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทำให้ “คำพูด” “คำบอกเล่า” หรือ “ความคิดเห็น” ของใครบางคนสามารถส่งต่อถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่วงกว้างได้มากกว่า

อาทิ เฟชบุ๊ค (Facebook) และ ทวิตเตอร์ (Twitter) ทีมีการใช้ “แท็กข้อความ” หรือ Hastag ในการพูดถึงในเรื่องเดียวกัน แต่อาจจะแตกต่างมุมมอง ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการแสดงความเห็น ถกเถียง แลกเปลี่ยนกันในช่วงเวลาหนึ่ง หรือ จะเรียกง่ายๆว่า “กระแส” (Viral) นั่นเอง

เพราะในยุคปัจจุบัน เป็นยุคหนึ่ง ที่ผู้คนมีอำนาจในการแสดงความคิดเห็นอย่างมาก หรือ เราอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า “อำนาจของผู้บริโภคในการแบ่งปัน” (Consumer’s Power to Share) ไม่ว่าลูกค้าจะคิดอย่างไร เขาก็จะพูดออกมาตรงๆแบบนี้นั้น

แต่จะส่งผลโดยตรงต่อแบรนด์ (Brand) หรือ สินค้าและบริการ (Goods and Services) รวมถึง องค์กรนั้นไอย่างตรงไปตรงมา และมีแรงกระเพื้อม (Impact) ต่อผู้ใช้ หรือ “ลูกค้า” หรือ คนทั่วไปอีกด้วย ดังนั้น “การตลาดแบบปากต่อปาก” จึงถึงว่าเป็นวิธีการสร้างเนื้อหาที่จะเป็นที่พูดถึงของผู้คนในวงกว้างมากที่สุด เรียกว่า Viral Marketing นั่นเอง


แล้วมันสำคัญ และเกี่ยวข้องกับซีรีย์เรื่อง “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” อย่างไร?

ด้วยเรื่อง “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” เป็นเรื่องที่ผู้เขียนคิดว่า สิ่งที่ถูกพูดถึงจนเป็นประเด็นเกิดมาจากในเนื้อเรื่องหลัก คือ เป็น “มุมมองของความรัก” ระหว่าง ผู้หญิงและผู้ชาย จึงอยากหยิบยกเอามาอธิบายให้ผู้อ่านได้อ่าน รวมถึงเข้าใจและนึกภาพตามได้ง่ายที่สุด ด้วยเพราะประเด็น “ความรัก” ที่มักขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมองมุมไหน และใช้เหตุผลกับอะไร ภูมิหลังเป็นอย่างไร

หรือ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ใครกำลังทำผิด หรือ ใครทำไม่ผิด เหมาะสมไม่เหมาะสม ทำได้ หรือ ทำไม่ได้ ในทิศทางเดียวกัน ยิ่งถ้าเป็นการถกเถียง ระหว่างเรื่อง “ผู้ชาย” และ “ผู้หญิง” ตามเนื้อเรื่องหลัก ในเรื่องของ “ความเหมาะสม” และ “เหตุผล” ในการกระทำต่างๆ ย่อมมีมุมมองต่อเรื่องเดียวกันที่ต่างกันออกไป

สิ่งเหล่านี้แหละ คือ การถกเถียง ซึ่งเป็นประโยชน์ในมุมของ “การพูดถึงปากต่อปาก” อย่างมาก และในประเด็นแบบนี้ ผู้เขียนบอกได้เลยว่า “ไม่สามารถตัดสินหาข้อสรุปได้แน่ชัด” กล่าวคือ ถกเถียงอย่างไรก็ไม่จบ ไม่มีใครถูกและใครผิด  และบอกได้เลยว่า “การพูดถึงปากต่อปาก” ก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน

และหากยิ่งมีการถกเถียง ใน แฮชแท็ก #รักฉุดในนายฉุกเฉิน มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มีโอกาสที่ผู้เกี่ยวข้องจะสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targets) หรือ ผู้ชมใหม่ๆ รวมถึงผู้ชมที่มีโอกาสกลายมาเป็นผู้ชมใหม่ๆ ที่ได้จากการสร้างการรับรู้ (Product Awareness) แบบนี้ อีกด้วย ซึ่งเป็น ผลดีกับละครหรือซีรีย์นั้นๆ รวมถึงเป็นการการันตีตัวเลขระดับความนิยม หรือ เรตติ้ง (Ratings) แสดงให้เห็นว่า ผลงานของตน ถูกพูดถึงกว้างขวางมากน้อยเพียงใด แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับซีรีย์เรื่องนี้ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

อาทิ บริษัทผู้ผลิต (Production) บริษัทผู้ที่ซื้อลิขสิทธิในการจำหน่ายและเผยแพร่ (Distributors) นักลงทุน หรือ ผู้สนับสนุน (Sponsorships) หรือ ผู้ลงโฆษณา (Advertisers) ผู้ให้บริการเผยแพร่เนื้อหา (Publishers) ที่สามารถสร้างฐานผู้ชม รวมถึง “รายได้” ที่เพิ่มขึ้น จาก “ผลตอบรับ” จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

โดย ข้อดีหลักๆ ของเทคนิคนี้ ก็คือ ต้นทุนในการสร้างโฆษณาในภาพรวมลดลง หรือ ช่วยประหยัดค่างบประมาณในการประชาสัมพันธ์ลงได้ เพราะเกิดจาก ผลลัพธ์ของการทวีคูณการเข้าถึงแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย (Organic Compounding)

ส่วนข้อจำกัด .. คือ หากเป็น การพูดถึงในด้านลบ เชิงลบ หรือ สิ่งที่จะส่งผลในทางลบกับ ภาพลักษณ์ ของสินค้าและบริการ หรือ องค์กร ก็จะกระจายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างอย่างมาก เกินกว่าจะดำเนินการใดๆได้ เช่นกัน

เพิ่มเติม : ธุรกิจความบันเทิง (Entertainment Businesses) ของประเทศไทยเอง มีโอกาสสร้างรายได้และขายลิขสิทธิ์ไปได้ทั่วโลก รวมถึง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวได้เช่นกัน ถือเป็นหนึ่งสิ่งที่ควรผลักดันอย่างมาก เหมือนโมเดลธุรกิจของ เกาหลี (Korea) และ ญี่ป่น (Japan) ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ อาทิ ซีรีส์ หรือ ซีรีย์ ศิลปิน เกมส์ แอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์มต่างๆ เป็นต้น ที่สามารถสร้างยอดขายได้ทั่วโลก ไม่เพียงแต่ในประเทศตนเองเท่านั้น


โดยสรุป : การทำตลาดแบบปากต่อปาก นอกจากที่อาจจะมีต้นทุนทางการตลาดที่เป็นตัวเงินต่ำกว่า เทคนิคอื่นๆแล้ว ยังเป็นเทคนิคที่ทำให้เนื้อหาถูกพูดถึง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย

ในเคสตัวอย่างที่ผู้เขียนพูดถึง คือ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” ที่ต้องชื่นชมผู้ผลิตเนื้อหา ที่เลือกดำเนินเรื่องในหัวข้อมุมมอง เรื่อง “ความรัก” ที่ทำให้เกิดคำถาม เกิดการถกเถียง ระหว่าง “ผู้ชาย” และ “ผู้หญิง” ที่ผู้เขียนมองว่า ไม่ว่าจะมองด้วยมุมไหน ก็ไม่สามารถตัดสินได้

ซึ่งถือว่า เป็นประโยชน์ .. ในมุมมองของการทำให้เกิดการพูดถึง การรับรู้ ในวงกว้างกว่า จากทั้งฝั่งผู้ชาย และ ฝั่งผู้หญิง ซึ่งเป็น “ตัวผลักดัน” (Key-Driving) ให้เกิดการพูดถึงแบบปากต่อปาก และจะส่งผลที่ดีกับตัว เนื้อหา, สินค้าและบริการ รวมถึง แบรนด์ นั่นเอง.


หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวมุมมองหนึ่งในการวิเคราะห์เท่านั้น

หากต้องการนำไปอ้างอิงประกอบการศึกษา สามารถทำได้ โดยผู้อ่านสามารถค้นหาบทความอื่นๆจากหลายๆแหล่งที่มาเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน รวมถึงการศึกษาไม่มากก็น้อย 

อ้างอิง: Viral-Marketing

ผู้สนับสนุนบทความนี้

Sponsorships, Jampay, Jampay Thailand, แจมเพย์, แจ่มใส, jamsai, jamplay