ATM (ตู้เอทีเอ็ม) ทำไมถึงไม่มีแบงค์ 20 ให้กดกันนะ? ความคับอกคับใจของ มนุษย์เงินเดือน ในช่วงปลายเดือนนั้น คงจะหนีไม่พ้นการที่มีเงินอยู่ในบัญชี ไม่เพียงพอสำหรับการกดเอทีเอ็ม แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมกันนะ.. บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรกดเงินสด ..

ATM (ตู้เอทีเอ็ม) ทำไมถึงไม่มีแบงค์ 20 ให้กดกันนะ?

หากจะพูดถึงความคับอกคับใจของ มนุษย์เงินเดือน อย่างเรา ๆ ในช่วงปลายเดือนนั้น คงจะหนีไม่พ้นการที่มีเงินอยู่ในบัญชี แต่ไม่สามารถกดออกมาใช้ได้ หรือบางครั้ง อยากจะกดเงินสดออกมาใช้สัก 20-50 บาท แต่ก็ทำไม่ได้เนื่องจาก ไม่มีใครให้เราทำแบบนั้น ทำไมชีวิตมันช่างโหดร้ายถึงเพียงนี้ “ทำไม ตู้ ATM ถึงไม่มี แบงค์ 50 กับ แบงค์ 20 ให้เรากดกันนะ?” “กดเงิน 50บาทได้ไหม” “ถอนเงิน ได้ขั้นต่ำเท่าไหร่” “ถอนเงิน 40 บาท ได้ไหม” เป็นคำถามที่หลาย ๆ คน สงสัย และอยากได้คำตอบ และหลายๆคนก็จำเป็นต้องใช้เงินนั้น หรือ อยากกดเงินออกมาใช้แบบด่วนจริงๆ แต่เอาหล่ะ .. เราไปเริ่มศึกษากันเลย ..




มาเริ่มมองถึงเหตุผลลึกๆกันดีกว่าว่าจริงๆแล้ว .. ทำไมแต่ละ ธนาคาร ถึงไม่ให้บริการ ธนบัตร ใบละ 50 และ 20 กันบ้างดีกว่า

ลองจินตนาการถึงตู้ 1 ตู้ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัดมาก และตู้ๆนั้นต้องกระจายไปอยู่ตามจุดต่างๆทั่วประเทศ เพื่อให้คนได้เข้าถึงและใช้มันได้มากที่สุด ตู้อันนั้นสามารถใส่ของได้จำนวนจำกัด มันจึงจำเป็นอย่างมาก ที่จะต้องใส่เงินไว้ให้มีมูลค่าสูงที่สุด

ขณะเดียวกันก็ต้องเพียงพอต่อความต้องการของ ผู้ใช้บริการ ในบริเวณนั้นๆ ในช่วงเวลาที่กำหนด ในที่นี้คือ ก่อนที่จะมีการนำ “เงินสด” หรือ “ธนบัตร” มาบรรจุลงใน ตู้ ATM (เอทีเอ็ม) อีกครั้งในรอบถัดไป

และลองลองจินตนาการว่า หากบรรจุ ธนบัตร ใบละ 50 บาท และ 20 บาทไว้ (แบงค์ 20 และ แบงค์ 50)  หรือในกรณีที่มี และถูกบรรจุไว้มากเกินไป จะทำให้มูลค่าโดยรวมของเงิน หรือ ธนบัตรทั้งหมดภายในตู้เอทีเอ็มที่ควรมีสำรองไว้ลดลงอย่างมาก

ซึ่งนั่นก็จะทำให้ธนบัตรมีไม่เพียงพอ หรือไม่เหลือเลย ซึ่งอาจเกิดปัญหากระทบต่อผู้ใช้ในพื้นที่ทั้งหมด  ที่จะไม่สามารถ กดเงินสดได้ไปชั่วขณะ หรือนานกว่านั้น และนั่นส่งผลให้ ผู้ให้บริการ หรือ ธนาคาร จำเป็นต้องนำ เงินสด มาเติมลงไปในตู้ เอทีเอ็มบ่อยขึ้นกว่าเดิม

สิ่งนั้นเรียกว่า “ต้นทุนในการบริหารจัดการ” ที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึง ผู้ใช้บริการ เองก็มี “ต้นทุน” เช่นกัน เรียกว่า “ต้นทุนค่าเสียโอกาส”  ที่ตนเองควรจะได้กดเงินสดพร้อมใช้ แล้วนำไปใช้ได้ในทันทีทันใด

แต่กลับพบว่า เงินสดในตู้ ATM หมด ทำให้ต้องเสียเวลาเพิ่มเติมในการหาตู้เพื่อกดเงินใหม่ อาจส่งผลกระทบไปยังเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ จึงจำเป็นอย่างมากที่ผู้ให้บริการ หรือ ธนาคาร ต้องบริหารจัดการสัดส่วนธนบัตร เพื่อสำรองเอาไว้ อาทิ ธนบัตร 1,000 บาท 500 บาท และ 100 บาท ตามลำดับ ว่าควรมีจำนานเท่าไหร่ และมูลค่าเท่าไหร่ เพื่อสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของผู้ใช้บริการ หรือ ลูกค้า หรือ ประชาชน นั้นเอง


ลองจินตนาการกันต่อในมุม สิทธิประโยชน์ ของ ผู้ใช้บริการ กันบ้าง

โดยปกติกการกดเงิน หรือ การใช้ บัตรกดเงินสด แต่ละ ธนาคาร จะกำหนดจำนวนครั้งการกดฟรีไว้อยู่ที่ 4 ครั้ง และหลังจากนั้นจะเสีย “ค่าธรรมเนียม” อยู่ระหว่างครั้งละ 15-25 บาท/ครั้ง ขึ้นอยู่กับ อัตราค่าธรรมเนียม ของแต่ละ ธนาคาร  และหากทุกท่านกดเงินมูลค่าต่อครั้งที่น้อยเกินไป จะทำให้ทุกท่านต้องมากดเงินบ่อยๆ

ยกตัวอย่าง : หากท่านกดเงิน 5,000 บาท ท่านก็จะเสียค่าธรรมเนียม 25 บาท ทำไมท่านจะต้องกดเงิน 50 บาท แล้วเสียค่าธรรมเนียม 25 บาทด้วยหล่ะ? เผลอๆ อาจจะกดออกมาแล้วเหลือเงิน 25 บาท เพราะ อีก 25 บาทเป็น ค่าธรรมเนียม

ทำให้ท่านมีต้นทุน ในการกดเงินสดมากกว่า ผู้ใช้รายอื่นๆนั่นเอง หรือ ท่านจะกดเงินเดือนละเพียง 2-4 ครั้ง เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรม เช่น กดเงินครั้งละ 5,000 บาทเป็นจำนวนเงิน 4 ครั้ง อย่างนี้ต้นทุนในการนำเงินสดออกมาใช้ของท่านก็จะลดน้อยลงไปกว่า ผู้ใช้รายอื่นๆ หรือคนอื่นๆ ทำให้ท่านเหลือเงินในบัญชีเยอะขึ้น อาจจะเป็นค่ากาแฟเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านได้เลย

แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวไกลไปมาก ทำให้เราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น มีระบบการ โอน-รับ-จ่าย ที่ทันสมัยมากขึ้น ก็ทำให้หลายๆคนไม่ต้องเผชิญกับภาวะไม่สามารถนำเงิน 20-80 บาทออกมาใช้ได้

เพราะสามารถโอนผ่าน mbanking และ ibanking ได้แล้ว ผู้ใช้บริการก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเหล่านี้แล้ว ในฝั่งของผู้ใช้บริการ หรือ ธนาคารเอง ก็ลดภาระการดูแลและบริการจัดการตู้ ATM ลงไปได้มากอีกด้วย ถือว่า เป็น ผลประโยชน์ร่วมกัน


ในแนวความคิดใกล้เคียงกัน .. BTS และ MRT ก็นำหลักการของตู้ ATM แบบนี้มาใช้เช่นกัน

เราเคยเห็นหลาย ๆ คนบ่นว่า ทำไมผู้ให้บริการ รถไฟฟ้า BTS และ รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ไม่รับ “ธนบัตร” บ้าง เพราะบางครั้งไม่มี  เหรียญ ก็ต้องไป แลกเหรียญ ทำให้ต้องไปรอคิวต่อแถวแลกเหรียญเพื่อมาซื้อตั๋วที่ตู้อีกครั้ง

ลองจินตนาการตามว่า ใช้หลักการเดียวกันกับ “ตู้เอทีเอ็ม” แต่แค่เปลี่ยนจาก ธนบัตร มาเป็น เหรียญ .. โดยคนแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคน มี ธนบัตรในละ 100 บาท บางคนอาจจะมีธนบัตรใบละ 500 บาท ในขณะที่ราคาตั๋วอยู่ที่ ประมาณ 39-59 บาท ทำให้ต้องทอนเป็นเหรียญสิบออกไปถึง 4-6 เหรียญ หรือบางครั้งอาจจะต้องทอน หรือมี เงินทอน ที่เป็น เหรียญบาท

สมมติ “ถ้าทุกคนใช้ ธนบัตร กันหมด ไม่มีใครใช้เหรียญเลย” จะทำให้เครื่องทอนเหรียญไปจนหมด และไม่มีเหรียญ เหลืออยู่ในตู้ขายตั๋ว ที่ให้บริการ ซึ่งหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเร่งรีบ ที่ผู้ใช้บริการมาก นั่นจะเป็นอุปสรรคอย่างมากกับทั้งผู้ให้บริการ และ ผู้ใช้บริการ ที่จะต้องมาเติมเหรียญเข้าตู้บ่อยๆ ทำให้การใช้บริการล่าช้าเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อให้การบริการกลับมาบริการได้อย่างราบรื่นอีกครั้ง

แล้วจะป้องกันปัญหานี้ได้อย่างไร? .. คำตอบ คือ “การที่ให้ใช้ระบบรับและทอนด้วยเหรียญในตัวมันเอง” เพื่อให้เกิดกระบวนการวนใช้เหรียญ หรือ การหมุนเวียน เหรียญที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ โดยการนำเหรียญที่ได้ก่อนหน้าที่ได้รับมา เป็นเหรียญที่ใช้ทอนให้กับผู้ใช้รายอื่นๆ จึงทำให้ผู้ให้บริการไม่ต้องคอยมาเติมเหรียญลงตู้บ่อยๆ และไม่ขัดขวางการใช้บริการของผู้ใช้งาน แต่มันก็คงต้องใช้เวลาในการดำเนินการหมุนเวียนอยู่ดี

แล้วจะช่วยเพิ่มศักยภาพการบริการได้อย่างไร? .. เรากลับมองว่า ควรจะเป็นระบบ Wallet Card หรือ บัตรเติมเงิน หรือ บัตรเงินสด นั่นแหละที่เพิ่มเข้ามาอย่างที่มีนั่นแหละที่ดีที่สุดแล้ว เพราะการตัดจาก บัตรเดบิต (Debit Card) หรือ บัตรเครดิต (Credit Card) โดยตรงอาจจะมีความเสี่ยงเกินไปกับผู้ใช้บริการทัั้งหมด

หรือ “บัตรเติมเงินใบเดียว” หรือ บัตร Pass อะไรก็ตาม ที่สามารถใช้ได้ทั้ง BTS และ MRT มากกว่า .. ที่ไม่ต้องมีการทอนเงินเกิดขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อเหรียญในระบบที่ก็ยังต้องมีอยู่เดิม ทำให้มีความสมดุลในระบบเหรียญและระบบ wallet card มากขึ้น ที่จะช่วยส่งเสริมความราบรื่นของการใช้บริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ


       โดยสรุป ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลมากๆ ทำให้เราสะดวกสบายกว่าเดิมมากขึ้น การโอนเงิน ชำระเงินก็เช่นกัน มีทั้งการ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ หรือ สมาร์ทโฟน (Smartphone) หรือที่เรียกว่า mbanking จากธนาคารต่างที่ทำให้เรารับจ่าย โอนเงิน ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น สามารถจ่ายเงินได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปกดตังเพื่อมาจ่าย 20-50 บาท อีกต่อไป หรือจะเป็นการจ่ายผ่าน QR CODE ที่เพียงแค่สแกนก็สามารถจ่ายเงินได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีเงินสดติดตัวก็ได้

พูดเชื่อมโยงไปถึงการไปใช้บริการรถไฟฟ้า หรือ ระบบขนส่งสาธารณะ อื่นๆ ก็สามารถจ่ายผ่านบัตรเติมเงิน และ QR CODE ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งแลกเหรียญเพื่อซื้อตั๋วทุกครั้ง ช่วยลดระยะเวลาในการรอใช้บริการของผู้ใช้โดยรวมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแน่นนอนว่า เรายังเห็นชาวต่างชาติยังต้องใช้วิธีการซื้อตั๋วจากเคาท์เตอร์ หรือ ยังจำเป็นต้องใช้ระบบเหรียญอยู่ ถึงแม้จะมีบริการบัตรเติมเงินสดรองรับ เพราะ บางครั้งการได้สนทนากับพนักงายขายโดยตรง ได้ถามอะไรบางอย่าง ก็ตอบข้อสงสัยได้ชัดและรู้สึกอุ่นใจมากกว่า

ซึ่งในอนาคตอันใกล้ คิดว่าทางระบบขนส่งมวลชน จะพัฒนารูปแบบการชำระเงินจนทำให้ระบบการใช้บริการ รวดเร็ว และรื่นไหล และตอบสนองผู้ใช้บริการมากที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนด้านเวลาและต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ คนมาใช้บริการแล้วติดขัดอยู่ที่สถานี ทำให้ไปถึงที่ทำงานสาย โดยหักเงิน ไปถึงบ้านช้า ผู้ใช้บริการก็สูญเสียโอกาสจากที่ควรจะกระจายผู้ใช้บริการได้ยังขบวนต่างๆที่รองรับได้อย่างเหมาะสม รองรับผู้คนได้มากกว่านี้ในขบวนรถไฟต่อรอบ แต่กลับต้องเผชิญปัญหาความแออัดในช่วงเวลาเร่ง

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะตู้ ATM, mbanking, QR CODE หรือ การใช้เหรียญ การใช้บัตรเติมเงิน, Wallet ย่อมมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่ได้บอกว่าควรมีสิ่งไหนร้อยเปอร์เซนต์ หรือตัดสิ่งไหนทิ้งไปทั้งหมด เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้ ช่องทางต่างๆเหล่านี้ ต่างช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำให้ชีวิตของทุกคนง่ายยิ่งขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น หรือในเวลาที่ขับขันบางอย่างก็ใช้ได้ดีกว่าบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการสิ่งที่มีอยู่ในเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการนั่นเอง

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงบทมุมมองหนึ่งในการวิเคราะห์เท่านั้น ผู้อ่านสามารถอ่านไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ หากต้องการนำไปอ้างอิงประกอบการศึกษาสามารถทำได้ โดยศึกษาจากแหล่งข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่มาประกอบ

อ้างอิง :
Autometic Teller Machine
ต้นทุนค่าเสียโอกาส