Cashback คือ อะไร ทำไมถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงในโครงการ ชิมช้อปใช้ มีการพูดถึง “Cashback” หรือ เครดิตเงินคืน หรือ เงินคืน นี้ด้วยเช่นกัน Cashback หรือ เครดิตเงินคืน คืออะไร? ยิ่งช้อป! ยิ่งได้ “เงินคืน” ! เขาทำได้อย่างไร? เกี่ยวข้องกับ โปรโมชั่น บัตรเดบิต (Debit Card) บัตรเครดิต (Credit Card) บัตรกดเงินสด (Cash Card) หรือ Shopback และมันมีประโยชน์อย่างไร? … มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ .. ชิมช้อปใช้ ลงทะเบียนว่างงาน ลงละเบียนคืนเงิน ลงทะเบียนรับเงิน รับเงินคืน เงินคืนประกัน บัตรคนจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราจะไม่ทิ้งกัน เน็ตฟรี ลงทะเบียนอินเตอร์เน็ตฟรี

Cashback หรือ เครดิตเงินคืน คือ อะไร? ยิ่งช้อป! ยิ่งได้เงินคืน! เขาทำได้อย่างไร?

ปัจจุบัน “บัตรเดบิต” (Debit Card) และ “บัตรเครดิต” (Credit Card) ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น และด้วยช่องทางการชำระเงิน รวมถึงบริการชำระเงิน (Payment Services) ที่ง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก บางธุรกรรมก็ปรับเป็น “ฟรีค่าธรรมเนียม” (Free Bank Charges) แล้ว รวมถึงขั้นตอนการ สมัครบัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต หรือ เงื่อนไนในการอนุมัติง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้คนได้มากกว่า ส่งผลโดยตรง ให้ผู้คนหันมาใช้ “บัตรเดบิต/เครดิต” (Credit-Debit Card) มากขึ้น หรือ แม้กระทั่ง ปัจจุบันมี “บัตรกดเงินสด” (Cash Card) สำหรับผู้ที่ต้องการกดเงินสดออกมาใช้ก่อนได้อีกด้วย ซึ่งก็ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “เงินด่วน” หรือ “เงินกู้รายบุคคล” หรือ Personal Loans หรือแม้กระทั่ง “บริการกระเป๋าเงิน” (Wallet)

ในความเป็นจริง การมี สินค้าและบริการ (Goods and Services) หรือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ (Financial Products) ธุรกิจย่อมต้องมี “โปรโมชั่น” หรือ “การส่งเสริมการขาย” (Promotion) เพื่อ การจูงใจและกระตุ้นยอดผู้ใช้งาน รวมถึงภาพรวมของยอดขาย ให้มากยิ่งขึ้น

แล้วมันเกี่ยวกับ “เครดิตเงินคืน” อย่างไร? ไปติดตามกันเลย ..


สารบัญ

เครดิตเงินคืน หรือ Caskback คือ อะไร?
เขาเอาเงินจากไหนมา Cashback ให้เรา?
เขาทำ Cashback แบบนี้ไปเพื่ออะไร?
ข้อดี ข้อเสียของ Cashback  สำหรับผู้ใช้งาน

 


เครดิตเงินคืน หรือ Caskback คือ อะไร?


หากจะให้ #แจมเพย์ นิยามให้ผู้อ่านเห็นภาพอย่างง่าย นิยามดังนี้

“Cashback” คือ เงินที่ได้รับคืน หรือเรียกว่า “เครดิตเงินคืน” เป็น “ผลตอบแทน” (Benefits) ไม่ว่าจะอยู่ในรูป เงินสด (Cash) เหรียญ (Coin) คูปองส่วนลด (Discount Coupon) คะแนนสะสม (Rewards, Points) หรือ เครดิตเงินที่ใช้แทนเงินสดได้ (Credit Balance) ได้รับคืน (Rebate) ภายหลังจากที่ใช้บริการใน สินค้าและบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามเงื่อนไขการส่งเสริมการขาย (Promotions) ของ ผู้เสนอบริการ (Providers) หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง (Relative Businesses)

แล้วเขาทำได้อย่างไร เขาเอาเงินจากไหนมา Cashback ให้เรา?


เคยสงสัยไหม? ว่าเขาเอาเงินจากไหนมาให้เรา วันนี้ Jampay จะมาเล่าให้ฟังใน 5 นาที ..

สมมติว่า..  “ผู้ผลิต” (Manufacturors) หรือ “ผู้ขายสินค้า” (Sellers) ต้องการ “เพิ่มยอดขาย” สินค้า จึงแบ่ง “ค่าการตลาด” (Marketing Costs) ในสินค้าตัวนั้นให้ “ตัวแทนจำหน่าย” (Distributors)
ยกตัวอย่าง ให้เป็นจำนวนเงิน เท่ากับ  20 บาทต่อหน่วย และ สมมติว่า ตัวแทนจำหน่าย หรือ “ตัวกลาง” ในภาพรวมการตลาด ก็ต้องการลูกค้าเพิ่มขึ้น ใน “ช่องทาง” (Market Channel) ของตนเอง

จึงยอมได้เงินเพียง 15 จาก 20 และให้เงิน 5 บาท นั้นกับ “ผู้บริโภค” (Users) แทน
โดยที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ “การลดราคาสินค้า” (Discount Pricing) แต่อย่างใด ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะเป็นเครดิตเงินคืน หรือ เงินสด หรือ สิทธิประโยชน์อื่นๆ

ตัวกลางเหล่านี้ ก็จะมีโอกาสได้ “ผู้ใช้งาน” (Users) ที่มาใช้บริการตนเองเพิ่มขึ้น และ มุ่งเน้นรายได้จากปริมาณที่เพิ่มขึ้นแทนด้วยนั่นเอง

แล้ว ผู้ผลิต ผู้ขายสินค้า จะขาดทุนไหม?  “ตัวกลาง” ขาดทุนไหม? “สถาบันการเงิน” ขาดทุนไหม? คำตอบคือ ไม่
แต่มัน ถือว่าเป็น “ผลประโยชน์ร่วมกัน”  (Win-Win Model) ต่างหาก.

สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความไหมฮะ จบส่วนเนื้อหาอย่างง่าย .. ไปกันต่อเลย


แล้วมองให้ลึกลงไปอีก เขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?


นอกจากจะ เป็น “การส่งเสริมการขาย” เพื่อการดึงยอดผู้ใช้งานในระบบให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากบริการหลักของตนที่เพิ่มขึ้น หรือ แม้แต่เก็บข้อมูลเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อสร้างโอกาสในการการส่งเสริมการขายบริการใหม่ๆแล้วยังมีอีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจ

การทำธุรกิจที่ดี .. บริษัท หรือ ธุรกิจ ย่อมต้องการเงินเข้าสู่ระบบไว้เป็น “กระแสดเงินสด”  (Cash Flow) หรือ “เงินทุนหมุนเวียน” (Working Capital) เพื่อรักษาให้ “สภาพคล่องของธุรกิจ” (Liquidity) เป็นไปในทิศทางที่ดี ในการบริหารจัดการธุรกิจในด้านต่างๆ หรือ เพื่อสำรองไว้สำหรับ “กิจกรรมในการลงทุน” (Investment Process or Capital Expenditures) เพื่อพัฒนาบริษัท หรือ สร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมในแก่บริษัท โดยอาจจะอยู่ในรูป เงินสด หรือ รายการเทียบเท่าเงินสด เช่น เงินสดในบริษัท เงินฝากธนาคารระยะสั้น เงินลงทุนระยะสั้น 

ดังนั้น การที่ธุรกิจใด ที่สามารถดึงเงินสดมาอยู่ในมือได้มากที่สุด และมีเวลามากพอที่จะนำ “รายรับ” (Revenue) ส่วนนี้ไปสร้างผลตอบแทน ก่อนที่จะต้องชำระคืนแก่ “เจ้าหนี้การค้า” (Payable Account) ย่อมมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมได้มากกว่า

ซึ่งในกรณี สถาบันการเงิน (Financial Instituttions) เช่น ผู้ให้บริการ บัตรเครดิต มีรายได้และรายรับหลัก ทุกรอบบัตรเครดิตจากผู้ใช้งาน หรือ “ลูกหนี้” ที่ต้องชำระ ที่รวม “ดอกเบี้ย” (Interests) และ ค่าธรรมเนียมต่างๆ (Bank Charges)

โดยรอบการชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า เช่น สถาบันการเงินอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน อาจจะอยู่ในรูป เงินกู้ยืมระยะสั้น ก็ทำให้ธุรกิจต้อง หาช่องทางได้รับรายได้ที่มีรอบระยะสั้นกว่าเพิ่มขึ้น เพื่อชำระหนี้สินระยะสั้นตามกำหนด แต่หากเป็น เงินกู้ยืมระยะยาว เช่น รายไตรมาส (Quater) หรือ รายหกเดือน (Half) หรือ รายปี (Year End) ซึ่งหากมีเวลาที่มากพอ ผู้ให้บริการจะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน หรือ รายได้อื่นๆ (Others Revenues) ต่อได้

ซึ่งในกรณีนี้  “ค่าคอมมิชชั่น” จาก สินค้าและบริการ หรือ แบรนด์ต่างๆ เป็น “รายได้อื่น” หรือ “รายได้จากค่าธรรมเนียมอื่นๆ” ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นรายได้ที่มีรอบระยะเวลาสั้นกว่า ของผู้ให้บริการบัตรเครดิต และ “เครดิตเงินคืน” อาจถือเป็น “ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ” หรือ

อาจจะถือเป็น “ค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการบริหาร”ก็ได้ เพราะ บางครั้ง ธุรกิจเองก็ยอมจ่าย “แคชแบ็ก” สมทบเข้าไป เพื่อจูงใจให้ลูกค้าของตนเช่นกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจ ที่ต้องจ่ายให้กับ “ลูกค้า” ดังนั้น ต้องดูว่า บริษัทมีรอบรายได้แบบไหน และมีรอบการจ่ายเงินแบบใด เพื่อบริหารกระแสเงินสดของบริษัทให้สร้างผลตอบแทนสูงสุดได้

ในส่วนนโยบาย “เครดิตเงินคืน” นี้  เป็นนโยบายสร้างผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างยอดรายรับรายเดือนให้แก่ธุรกิจเพิ่มขึ้น หากจะอธิบายให้เห็นภาพ กล่าวคือ ลูกค้า หรือ ผู้ใช้งาน เปรียบได้กับ “เจ้าหนี้” ที่กิจการที่ให้บริการ ต้องชำระเงินคืนให้แก่ลูกค้า

ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ “รอบเครดิต” (Credit Terms) ระหว่าง ผู้ผลิต หรือ แบรนด์ , ผู้ให้บริการ และ ลูกค้าหรือผู้ใช้งาน (users)  ว่ามีรอบการชำระเงินระหว่างกันนานเท่าไหร่ อาทิ ในรอบ 7 วัน หรือ ทุก 15 วัน หรือ รายเดือน เป็นต้น เพื่อบริหารสินทรัพย์ภายในกิจการ และ ถือเป็นการ “บริหารความเสี่ยง” ของธุรกิจอีกด้วย

ต้องอย่าลืม “ความเสี่ยง” ของธุรกิจ บัตรเครดิต หรือ บริการให้กู้ยืมเงิน ในลักษณะนี้ มีความเสี่ยงอย่างหนึ่ง คือ “หนี้สูญ” หรือ “หนี้เสีย” (Bad Debt) หรือ ลูกค้าไม่ชำระเงินที่กู้ยืมไปคืนนั่นเอง ซึ่ง รายได้หลักมาจาก ดอกเบี้ย และ ค่าธรรมเนียม กล่าวคือ นอกจากจะไม่ได้รายได้แล้ว ยังอาจจะส่งผลต่อกระแสดเงินสดของกิจการ จึงต้องมีการตั้ง “ค่าเผื่อหนี้สูญ” (Allowance) เพื่อ สำหรับ “ผู้กู้มยืม หรือลูกค้า ที่มีโอกาสก่อหนี้เสีย” (Doubtful Acounts) และ อาจไม่ชำระเงินตามข้อกำหนด

ดังนั้น การมีฐานข้อมูลลูกค้าจึงสำคัญมาก เพื่อประเมินว่า ว่าลูกค้าท่านไหนเป็นลูกค้าชั้นดี ลูกค้าท่านไหนมีโอกาสก่อหนี้เกินตัวจนเกิดหนี้สุญ  เพื่อให้ธุรกิจสามารถออกแบบ “สิทธิประโยชน์” (Benefits) ในรูปต่างๆ “เครดิตเงินคืน” (Cashback) หรือ “ส่วนลดเงินสด” “ดอกเบี้ยที่ถูกลง” เป็นต้นเพื่อจูงใจให้กับลูกค้าในการใช้จ่าย

ยิ่งถ้าเป็น “ลูกค้าชั้นดี ที่เป็นลูกค้าประจำ” ด้วยนั้น การใช้สิทธิประโยชน์กับลูกค้ากลุ่มนี้ย่อมสร้างผลตอบแทนในรูปรายได้ได้ดีกว่าด้วยนั่นเอง ทำให้โดยรวม ธุรกิจยังรักษารายได้หลักจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ การปล่อยกู้เงิน ซึ่งเป็นการดำเนินการธุรกิจหลักเอาไว้ได้ และเป็นการสร้างรายได้ด้านอื่นเพิ่มเติม อีกทั้ง ทำการลด หรือ ไม่เพิ่ม สัดส่วนลูกค้าที่อยู่ในความเสี่ยงก่อหนี้เสียให้เกิดความเสี่ยงอีกด้วย

เพราะ การสร้างรายได้ประจำ จากลูกค้าประจำ ซึ่งเป็นลูกค้าที่เครดิตดี ย่อมดีกว่า การพึ่งพาการสร้างลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะต้องมีขั้นตอนการประเมินใหม่ หรือ อาจจะเป็นลูกค้าที่ก่อหนี้เสียก็ได้ ดังนั้น การกระตุ้นการใช้จ่ายจากลูกค้าประจำด้วย สิทธิประโยชน์ต่างๆ โปรโมชั่นต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าด้วยนั่นเอง

ในส่วนตรงนี้ จะแตกต่างกับ “ธุรกิจร้านอาหาร” ที่มีรายได้เป็นรายวัน และ รอบรายจ่ายเป็น รายสัปดาห์ หรือ รายเดือน เป็นต้น จะมีเวลาในการลงทุนที่มากกว่านั่นเอง

หมายเหตุ : เนื่องด้วย นโยบายการรับรู้รายได้ การบันทึกบัญชี และนโยบายการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทฯ แตกต่างกัน ส่วนนี้จึงเป็นการวิเคราะห์และอธิบายให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมเท่านั้น


ข้อดี หรือ ประโยชน์ สำหรับผู้ใช้งาน 

  • สำหรับผู้ที่จ่ายเต็ม หรือ มีจำนวนเงินเพียงพอเต็มจำนวนกับการเรียกเก็บ ไม่จ่ายเพียงแค่ขั้นต่ำ จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากเงินคืน “แคชแบ็ค” ซึ่งจะเหมาะกับลูกค้าประจำชั้นดี (ซึ่งก็ตรงวัตถุประสงค์จากบทความข้างต้น) เพราะในความเป็นจริง การที่คุณจ่ายเงินเต็มจำนวนตรงเวลา คุณจะได้รับดอกเบี้ยที่ “ถูกกว่า” คนที่จ่ายเพียงขึ้นต่ำหรือไม่เต็มจำนวนอยู่แล้ว เพราะธุรกิจสามารถนำเงินไปสร้างผลตอบแทยต่อได้ และเมื่อหักลบกันแล้ว จะทำให้คุณได้ประโยชน์ด้วยนั่นเอง เพื่อจูงใจให้คุณจ่ายตรงตามเวลาและครบจำนวน เป็นประโยชน์กับผู้ให้บริการที่จะนำเงินของคุณไปสร้างผลตอบแทนต่อ เพราะ การใช้บัตรเครดิต จริงๆแล้ว เอาไว้ใช้ชำระแทนเงินสด (Cash) เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการชำระมากขึ้นเท่านั้น

ข้อจำกัด หรือ ข้อเสีย สำหรับผู้ใช้งาน

  • หากคุณมีประวัติการชำระผ่านบัตร (Credit Score) ที่ไม่ดี หรือ ค้างชำระ หรือมีโอกาสที่คุณจะก่อหนี้เสีย คุณมักจะไม่ได้รับการอนุมัติ (ได้อธิบายไปในบทความข้างต้นแล้ว)
  • สำหรับ ผู้ใช้ที่ไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้ จะทำให้เกิดภาวะใช้จ่ายเกินตัว เพราะอาจจะคิดว่า ยิ่งซื้อคุณได้เงินคืน แต่จริงๆ คุณก็เสียเงินซื้อสินค้าและบริการในจำนวนที่มากกว่าด้วยนั่นเอง
  • หากคุณใช้ “แคชแบ็ค” ไม่เป็น และไม่ชำระเงินให้ครบตามจำนวน เพราะอาจจะมีบัตรเครดิตหลายใบที่ต้องจ่ายพร้อมๆกัน ยิ่งถ้าคุณมีบัตรเครดิตหลายใบ คุณจะมีโอกาสที่จะจ่ายไม่เต็มจำนวนได้ใบแต่ละบัตร ดังนั้น คุณจะไม่สามารถเอาชนะดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของบัตรได้ ซึ่งจะมีอัตราที่ค่อนข้างสูงกว่าบัตรประเภทอื่นๆเล็กน้อย แล้ว แคชแบ็ค ที่ได้มาจะมีประโยชน์อะไร
  • เงินคืน “แคชแบ็ค” ไม่ได้มากมายขนาดนั้นเมื่อเทียบกับยอดที่ใช้จ่ายไป ดังนั้น แนะนำว่า ให้มองเป็นเงินออมไว้เพื่อฉุกเฉิน ได้ มากกว่า การมองว่าไว้เป็นทุนในการซื้อของต่อๆไป แต่มองว่ามันคือ “ต้นทุนทางการเงิน” ของคุณด้วยนั่นเอง
  • เครดิตเงินคืน ที่คุณควรจะได้รับ อาจจะได้รับช้ากว่ากำหนด จนเกิดคำถามว่า “จะได้เงินคืนเมื่อไหร่?” ทั้งนี้ เพราะ มีการดำเนินการผ่านผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย กล่าวคือ กว่าจะถึงรอบบัญชีของแบรนด์ต่างๆที่ร่วมรายการ และ รายการชำระเงินระหว่างกันระหว่างแบรนด์และผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่น 15 วัน หรือ 30 วัน เป็นต้น และการทำรายการระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น 7 วันเป็นต้น เพราะอย่าลืมว่า ผู้ให้บริการเองไม่ได้มีกระแสเงินสดสำรองมากเพียงพอที่จะจ่าย “เงินคืน” นี้สำหรับผู้ใช้งานทุกๆคนพร้อมๆกันได้ และ ต้องมองย้อนกลับไปถึงที่มาของเงินคืนก้อนนี้ ว่า เขานำเงินจากส่วนไหนมาเป็น “เงินคืน” ให้กับเรานั่นเอง

 


โดยสรุป : Caskback และการใช้บัตรเครดิต มีประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ที่วางแผนทางการเงินเป็น กล่าวคือ เป็นรางวัลจูงใจสำหรับผู้ที่จ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลาหลังจากกู้ยืมเงินไป เพราะสถาบันการเงินต่างๆ ย่อมต้องการนำเงินไปสร้างผลตอบแทนต่อ และต้องการลดสัดส่วนลูกค้าที่มีแนวโนน้มก่อหนี้เสียลงด้วย เพื่อประโยชน์ของธุรกิจ

และอยากให้ผู้อ่านมองว่า ผลตอบแทนในรูปแบบเงินคืนแบบนี้ เป็นเงินไว้เผื่อฉุกเฉิน เช่น ค่าซ่อมบำรุงต่างๆ มากกว่าการมองว่าเป็นเงินที่ได้มาฟรีเพื่อใช้จับจ่ายใช้สอยต่อ เพราะทุกอย่างมีต้นทุนทางการเงิน การที่จะได้เงินคืนนี้มา ก็มีต้นทุนเช่นกัน และการกระทำทุกอย่างมีเหตุผลของมัน มีทั้งประโยชน์และโทษ

 

หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวมุมมองหนึ่งในการวิเคราะห์เท่านั้น หากต้องการนำไปอ้างอิงประกอบการศึกษา สามารถทำได้ โดยผู้อ่านสามารถค้นหาบทความอื่นๆจากหลายๆแหล่งที่มาเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน รวมถึงการศึกษาไม่มากก็น้อย 

อ่านเพิ่มเติม :
Freemium คืออะไร? ดีอย่างไร? วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน
iPhone จากค่าย Apple กับ กลยุทธ์การตั้งราคา

อ้างอิง:
https://youtu.be/a5MBX37S5sg