SMEs vs Startup ต่างกันอย่างไร? SMEs (เอสเอ็มอี) คือ อะไร? Startup (สตาร์ทอัพ) คืออะไร? มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร? SMEs Vs Startup ต่างกันอย่างไร? แล้ว ผู้ประกอบการ ธุรกิจ SMEs (เอสเอ็มอี) คืออะไร และ ธุรกิจ Startup (สตาร์ทอัพ) คืออะไร มีข้อดี ข้อเสีย (Pros and Cons) อย่างไรบ้าง?

SMEs vs Startup ต่างกันอย่างไร? คือ อะไร? มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร?

ผู้อ่านหลายคนคงจะเคยได้ยินได้ฟังคำว่า “Startup” หรือ “สตาร์ทอัพ” กันมาตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงคำว่า “เอสเอ็มอี” (SMEs) หรือคำว่า “ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม”

ซึ่งหลายคนยังคงสงสัยในความแตกต่าง ระหว่างคำสองคำนี้ ว่ามีความหมายแตกต่างกันอย่างไร แล้วเราจะรู้และเข้าใจ รวมถึงแยกประเภทธุรกิจทั้งสองอย่างนี้ออกจากกันได้อย่างไร

วันนี้แจมเพย์จะมาอธิบายให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจและเห็นภาพระหว่าง “SMEs vs Startup” มากยิ่งขึ้น ไปเริ่มกันเลย ..


สารบัญ

SMEs (เอสเอ็มอี) คือ อะไร?
Startup (สตาร์ทอัพ) คือ อะไร?
ข้อดี ของธุรกิจ SMEs (เอสเอ็มอี)
ข้อจำกัด ของธุรกิจ SMEs (เอสเอ็มอี)
ข้อดี ของธุรกิจ Startup (สตาร์ทอัพ)
ข้อจำกัด ของธุรกิจ Startup (สตาร์ทอัพ)
โดยสรุป SMEs vs Startup ต่างกันอย่างไร?


SMEs (เอสเอ็มอี) คือ อะไร?

SME (เอสเอ็มอี) คือ “ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดกลาง” หรือ SMEs ย่อมาจาก Small and Medium-Sized Enterprises  หรือ ที่เราพบเห็นได้บ่อยตามเนื้อหาต่างๆ คือ “ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” โดยอาจจะเป็น “กิจการเจ้าของคนเดียว” (Sole Proprietorship) หรือ “บุคคลธรรมดา” (Ordinary Person) หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” (Partnership Limited, ตัวย่อ Part., Ltd. ) หรือ “บริษัทจำกัด” (Company Limited ตัวย่อ Co., Ltd. ) เป็นต้น

แล้วแบบไหนที่เรียกว่าเป็น “ธุรกิจขนาดเล็ก” หรือ “ธุรกิจขนาดกลาง” เขาใช้เกณฑ์อะไรมาวัดกันนะ? .. โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดขนาดของกิจการก็มีด้วยกัน 2 หลักเกณฑ์ คือ “จำนวนการจ้างงาน” (Total Employees) และ “มูลค่าสินทรัพย์ถาวร” (Total Fixed Assets)

1.”ธุรกิจขนาดเล็ก” หรือ “ธุรกิจขนาดย่อม” (Small-sized Enterprises)

  • มีจำนวนสินทรัพย์ถาวร รวมทั้งสิ้น ตั้งแต่ 30 ล้านบาท และไม่เกินกว่า 50 ล้านบาท (MB)
  • มีจำนวนการจ้างงาน ตั้งแต่ 15-50 คน (Staffs)

2.”ธุรกิจขนาดกลาง” (Medium-sized Enterprises)

  • มีจำนวนสินทรัพย์ถาวร รวมทั้งสิ้น ตั้งแต่ 31 ล้านบาท และไม่เกินกว่า 200 ล้านบาท (MB)
  • มีจำนวนการจ้างงาน ตั้งแต่ 51-200 คน (Staffs)

ทั้งนี้ การแบ่งขนาดของกิจการ ยังขึ้นอยู่กับ ลักษณะของการประกอบกิจการ เช่น “กิจการผลิตสินค้า” (Manufacturing Business) “กิจการค้าส่ง” (Wholesale Business) “กิจการค้าปลีก” (Retail Business) และ “กิจการให้บริการ” (Service Business) เป็นต้น

เพราะ การแบ่งขนาดของกิจการจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น “ธุรกิจค้าส่ง” และ “ธุรกิจค้าปลีก”

ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ถาวรที่มีมูลค่าสูงมากนัก เช่น อาคารสำนักงาน สถานและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต (ไม่รวม “มูลค่าที่ดิน” เพราะ บางกิจการ ในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หากนับรวมมูลค่าที่ดินอย่างเดียวก็เกินหลักเกณฑ์ไปไกลแล้ว) เป็นต้น

และ จำนวนแรงงานที่ไม่จำเป็นต้องมีเยอะมากนัก ก็สามารถดำเนินกิจการได้แล้ว กล่าวคือ “ธุรกิจซื้อมา-ขายไป” (Trading Business)

ดังนั้น กิจการต่างๆ จะถูกจำแนกอีกครั้ง ด้วยเกณฑ์เพื่อการจัดเก็บภาษี จาก กรมสรรพากร นั่นก็คือ “รายได้” (Revenue) หรือ “รายรับ” (Income)

  • เป็นกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือ ต่อ “รอบระยะเวลาบัญชี” (Fiscal Year-End) ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • เป็นบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวร (ไม่รวมที่ดิน) ไม่เกิน 200 ล้านบาท และ จำนวนจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง
  • เป็นบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มี “ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว” (Paid-Up Capital) ในวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท และ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ ในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้สิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก

Startup (สตาร์ทอัพ) คือ อะไร?


หาก เอสเอ็มอี (SMEs) หรือ “Small and Medium-Sized Enterprises”  คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  แต่ “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” เองก็ถือเป็นธุรกิจขนาดเล็กเช่นกัน โดย อาจจะเล็กมาก จนไปถึงระดับ “ธุรกิจเจ้าของคนเดียว” (Sole Proprietorship) หรือ “บริษัทจำกัด” (บจ.) ที่มี ผู้ถือหุ้น (Shareholders) ทั้งสิ้น 3 คน จำนวนพนักงานไม่ถึง 15 คน

รวมถึง มูลค่าของสินทรัพย์ถาวรอาจจะน้อยมากด้วยเช่นกัน ในตอนที่ก่อร่างสร้างกิจการ เป็นต้น ซึ่งจะไม่อยู่เกณฑ์ “ธุรกิจ SMEs” ในการประเมินขนาดกิจการด้วยหลักเกณฑ์ในแบบที่กล่าวไปข้างตน

Startup (สตาร์ทอัพ) คือ ธุรกิจที่วาง “โมเดลธุรกิจ” (Business Model) นโยบายต่างๆ ในการสร้างรายได้ (Revenue Stream) ที่ “สามารถทำซ้ำๆได้อย่างไม่จำกัด” (Repeatable) ตั้งแต่ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ธุรกิจใหม่ หรือ พึ่งก่อตั้งธุรกิจ โดย มีเป้าหมาย แผนงาน หรือ กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ “สามารถขยายตัวได้” (Scalable) ในอนาคต หรือ หากอธิบายง่ายๆให้เห็นภาพก็ คือ การก่อตั้งธุรกิจ (Start) ที่มีเป้าหมายในการเติบโตที่ชัดเจน เห็นภาพ สามารถวัดผลได้ จากนั้นเติบโต (Grow-Up) ด้วย ปริมาณผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น และ รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว หรือ ก้าวกระโดด 

ในปัจจุบัน ธุรกิจสมัยใหม่ ถูกลดกำแพงในการสร้างธุรกิจลงมากกว่าเดิม ทำให้ “ทุนจดทะเบียน” (Registered Capital) หรือ แม้แต่ต้นทุนต่างๆโดยรวมในการก่อตั้งกิจการ หรือ ดำเนินธุรกิจขายสินค้าและบริการอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น ทำได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีตมาก

หรือ “สินทรัพย์ถาวร” ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสัดส่วนที่สูงมากนัก เช่น อาคารสำนักงาน อุปกรณ์ในการผลิต อุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อการบริหารสภาพคล่อง ความคล่องตัวของกิจการ  สภาพหนี้สิ้น สภาพค่าเสื่อมราคาต่างๆ รวมถึงภาพรวมของกิจการในด้านอื่นๆ

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่ทุกอย่างทำให้การก่อตั้งธุรกิจ สร้างสรรค์ธุรกิจขึ้นมาใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก


ข้อดี ของธุรกิจ SMEs (เอสเอ็มอี)

1. ได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ

 2. ได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากบริษัทเอกชนชั้นนำ

  • นโยบายเพื่อสังคมและชุมชนของแบรนด์ใหญ่ เป็นธรรมดาที่บริษัทขนาดใหญ่จะมีนโยบายเพื่อสังคมหรือรับผิดชอบต่อสังคม หากบริษัทนั้นเป็นบริษัทเกี่ยวกับการขายสินค้า หากคุณเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีศักยภาพเพียงพอ คุณจะได้รับโอกาสในการได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่ถูกจัดขึ้นโดยบริษัทเหล่านั้น รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ หรือ แม้กระทั่ง อาจมีโอกาสได้พื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าในช่วงกิจกรรม  ถือเป็นโอกาสของกิจการของคุณในการพบเจอสิ่งใหม่ โอกาสใหม่ๆ รวมถึง ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ

3. สามารถขยับ หรือ ปรับตัวได้ง่ายกว่า องค์กรขนาดใหญ่ 

ในข้อดีเป็นอีกข้อที่อยากชี้ให้เห็นว่า จริงๆแล้ว องค์กรขนาดเล็ก สามารถวางนโยบายในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปค่อนข้างง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนกว่า

ยกตัวอย่างในเห็นภาพ หากผู้บริหารต้องการปรับกลยุทธ์ของทีมงาน หรือ ต้องการการรับทราบสถานการณ์ของบริษัท ว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร จะสะดวกรวดเร็วกว่า และ ผู้บริหารสามารถเรียกประชุม รวมถึง วางแผนแก้ไขปัญหาได้ทันที

ดังนั้น การตัดสินใจของผู้บริหาร หรือ ทีมงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จะถูกนำมาใช้และปฏิบัติ รวมถึงเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วและคล่องตัวมากกว่า เพราะ ลำดับชั้นในโครงสร้างองค์กรและการอนุมัติ (Permisson Levels) รวมถึง ทีมงานทั้งหมดมีจำนวนไม่เยอะมากนัก

หรือแม้กระทั่ง การให้อำนาจการตัดสินใจกับทีมที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทดแทนการใช้ลำดับขั้นในการอนุมัติหลายชั้น

ในขณะเดียวกัน ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า ทุกการดำเนินการต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์บริษัทเป็นที่ตั้ง ก็จะสามารถช่วยทำให้ทีมงานที่รับผอดชอบโดยตรง สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว แก้ไข ปรับปรุง พัฒนาสิ่งต่างๆได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ข้อจำกัด ของธุรกิจ SMEs (เอสเอ็มอี)

1. ธุรกิจส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจหรือกิจการครอบครัว ที่ไม่ได้วางแผน หรือ “โมเดลธุรกิจ” (Business Model) หรือ “ระบบบริหารงาน” (Management) ไว้สำหรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต 

เท่าที่เคยได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ  ที่เป็นทายาทธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเหล่านี้ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีระบบการจัดการใด ๆ เลย และเป็นสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ทำมาทั้งนั้น อีกทั้ง ไม่ปล่อยให้ได้เขา (ทายาท) ได้ทำแบบเต็มตัวในแบบของตนเอง และ หากต้องการเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ก็มักจะเจอกับคำพูดประมาณว่า “คนรุ่นพ่อแม่เคยทำกันมาแบบนี้”

“กับดักความสำเร็จ” คำนี้อธิบายได้ชัดเจนที่สุด การที่เราจะพูดหรืออธิบายสิ่งที่เป็นสิ่งใหม่ๆกับคนที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีตเป็นเรื่องที่ยาก หากเขาไม่ใช่คนที่เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง เพราะ เขาเคยทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จในยุคหนึ่งนั่นเอง ซึ่งการจะให้เขาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการดำเนินธุรกิจมักเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก และ ตัวอย่างก็มีให้เราเรียนรู้มากมาย

ซึ่ง “กับดักความสำเร็จ” นี้ อาจส่งผลในด้ายลบกับอนาคตของธุรกิจได้เช่นเดียวกัน เพราะ หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน (Disruption) จะทำให้ธุรกิจนั้นๆไม่สามารถปรับตัวได้ เนื่องจากยังยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และ วิธีการเดิมๆนั่นเอง

ยกตัวอย่าง “ธุรกิจซื้อมาขายไป” (Trading Business) เช่น ธุรกิจค้าส่งในชุมชน (Local Wholesale Business) สิ่งที่เรามักจะเห็นกันจนชินตาในธุรกิจรูปแบบนี้ คือ จะมีเถ้าแก่ 1 คน และพนักงาน 2 -3 คน

เถ้าแก่จะเป็นคนที่รู้ราคา รู้สินค้าทุกอย่างภายในร้าน รู้ว่าสินค้าอันไหนอยู่ตรงไหนบ้าง เมื่อมีลูกค้ามาซื้อสินค้า เถ้าแก่ก็มักจะพูดราคาสินค้าออกมาได้ทันทีจากความจำ และ เขียนรายการสินค้าพร้อมราคาใส่กระดาษ แล้วบอกให้พนักงานไปจัดของตามที่ลูกค้าต้องการ แล้วยกสินค้าไปส่งที่รถของลูกค้า

“อ่าวแล้วถ้าเกิดมึงป่วย ทำไม่ได้วะ? .. ใครจะทำแทนมึงได้” เราถามเพื่อน .. เราถามผู้อ่านทุกคนด้วยแล้วกัน ว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่ทำทุกอย่างคนเดียว แล้วหากคุณป่วย ใครจะทำแทนคุณได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้กันสำหรับความยั่งยืนของธุรกิจ คือ “ทายาทธุรกิจ” (Nominated Person) แต่ขอใช้คำว่า “ผู้ที่ได้รับการคัดสรรให้บริหารกิจการต่อ” (Promoted Person) แล้วกัน เพราะ บางธุรกิจก็ไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นน้องชาย หรือ บุคคลอื่นๆที่ทำการซื้อกิจการต่อ หรือ “ผู้จัดการ” เป็นต้น

ซึ่งการที่จะให้ธุรกิจยั่งยืน ควรจะมีการวางแผนสืบสอดกิจการให้ผู้ที่สามารถดูแลกิจการได้ จะเป็นทายาทธุรกิจ หรือ ผู้จัดการ หรือ พนักงาน ไว้ตั้งแต่ต้น เพราะ ทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งสำคัญขององค์กรทุกองค์กร และการจะเตรียมความพร้อมเหล่านี้ต้องเริ่มวางตั้งแต่ “วิสัยทัศน์” (Vision) ของคุณที่เป็นเจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง  ในการวาง “โครงสร้างองค์กร” (Organizational Structure) ตั้งแต่ที่คุณยังไม่วางมือ

เพราะ เป็นการกำหนดขอบข่าย อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ลักษณะงาน คุณสมบัติ ที่ชัดเจน ให้แก่ผู้ที่จะมาเป็น “ทายาทธุรกิจ” หรือ “ผู้จัดการ” ทราบว่า คุณต้องการให้เขาดูแลจัดการและพัฒนาไปในทิศทางไหน และ ความรู้ความสามารถในส่วนไหนบ้าง ที่เขายังไม่พร้อมที่จะรับหน้าที่ต่อจากคุณ หรือ อยากให้เขาพัฒนาทักษะในด้านไหนบ้าง หรือ อยากให้เขาเข้ามาเรียนรู้งานส่วนไหนก่อน รวมถึง ทำความรู้จักพี่ๆพนักงานในบริษัทไว้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านในการรับช่วงกิจการต่อในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ล้วนมีแผนในการสรรหา คัดเลือก วางตัว บุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่ง “ผู้นำองค์กร” (Chief Executive Officer) หรือ CEO เพื่อผลักดันองค์กร ให้เติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรภายในองค์กร หรือ ผู้มีความรู้ความสามารถจากภายนอกองค์กร

ผ่าน คณะกรรการสรรหา (Nomination Commitee) โดยมี “นโยบายสืบทอดตำแหน่ง” (Policy on Succession Plans) โดย “ซีอีโอ” (CEO) เองด้วยเช่นกัน และมีหลักเกณฑ์คุณสมบัติต่างๆ (Qualifications) และ การวัดผล ที่สอดคล้องกับแผนงานขององค์กร  สิ่งเหล่านี้ล้วนทำไปเพื่อให้ธุรกิจมั่นใจ ว่าธุรกิจจะยังคงสามารถสรรหาบุคคลในตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ได้ เพื่อรักษาความแข็งแกร่ง และ ความยั่งยืนของธุรกิจไว้ได้ในอนาคต

เช่น “Alibaba” ที่ต้องการเติบโตในด้าน “Global Logistics” จึงได้แต่งตั้ง ผู้ที่มีประสบการณ์ด้าน Logistics เป็นที่ประจักษ์ เช่น เติบโตมาจากบริษัทย่อยทางด้านโลจิสติกส์ ขึ้นเป็น ผู้บริหารงานด้านโลจิสติกส์ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกในประวัติการทำงานของผู้บริหารคนนั้นๆ นั่นเอง

หรือ แม้กระทั่งเตรียมตัว วางแผน เพื่อเป็น “บริษัทมหาชน” (Public Conpany Limited, PCL) หรือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกรณีที่บริษัมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือ ต้องการให้มืออาชีพเข้ามาบริการกิจการของครอบครัวต่อ และ ครอบครัวยังต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกิจการอยู่เหมือนเดิม

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ล้วนเป็นการวางแผนการจัดการ และระบบการบริหารงานในการรองรับการเติบโตของธุรกิจของคุณในอนาคตที่ต้องเกิดขึ้นนั่นเอง

2. มีโอกาสขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ (Liquidity) เพราะ ส่วนใหญ่เป็นเงินหมุนเวียนในธุรกิจ

ยกตัวอย่าง “ธุรกิจผลิตสินค้า” (Manufacturing Business)  เล่าให้เห็นภาพ ธุรกิจเหล่านั้นต้องมีการสั่งซื้อ “วัตถุดิบ” (Raw Materials) เพื่อใช้ใน กระบวนการผลิต (Production Process)

ซึ่งแน่นอนว่า วัตถุดิบเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการซื้อเข้ามาอย่างน้อยทุกวัน หรือ อาจจะมีการจัดเก็บในคลังสินค้าก็ตาม ดังนั้น เงื่อนไขในการชำระเงิน (Payment Terms) หรือ การรับรู้รายจ่าย จะเป็น “รายวัน” (Day) ซึ่งจะเป็นรอบที่ถี่กว่า

ในขณะที่การขาย บางครั้ง หากบริษัทผู้ผลิต ทำการซื้อขายขายสินค้าแบบธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business, B2B) กับ ธุรกิจที่เขามีเงื่อนไขในการชำระเงินเป็น “รายเดือน” (Monthly) หรือ บางครั้งอาจจะ 45 วัน หรือ 90 วัน  หรือเป็น “การขายแบบให้เครดิตทางการค้าแก่ลูกค้า” (Credit Terms) เช่น บริษัทตัวแทนจำหน่าย ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

ทำให้ “วงจรเงินสด” (Cash Cycle) ของ ธุรกิจเอสเอ็มอี ในลักษณะนี้ จะมีความเสี่ยงในการที่ธุรกิจจะประสบปัญหาด้านการเงิน ลองนึกภาพตามว่า ธุรกิจมีรายจ่ายและค่าใช้จ่ายต่างๆในทุกวัน ซึ่งถือเป็น “เจ้าหนี้การค้า” ในขณะที่ “รายได้” (Revenue) ส่วนใหญ่เป็น รายได้แบบเครดิตเทอม ซึ่งถือเป็น “ลูกหนี้การค้า” ซึ่งจะรับรู้รายได้ทุก 30 วัน หรือ มากกว่า

ดังนั้น ธุรกิจใดที่ไม่มี “กระแสเงินสด” (Cash Flow) หรือ เงินทุนหมุนเวียน (Working Capiital) หรือ มูลค่าของยอดขาย (Sales) ที่มากเพียงพอ หรือ ขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการกระแสเงินสด

ก็อาจจะเกิดปัญหาในการหมุนเวียนเงินสดของกิจการได้ หรือที่เรียกว่า ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ถือเป็น “ความเสี่ยง” (Risk) อย่างหนึ่งของธุรกิจ ที่ชี้ชะตาของธุรกิจได้เลย ตรงนี้เองที่ทำให้ธุรกิจต้องไปทำรายการกู้เงินเพื่อนำเงินสดมาหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งอาจจะเป็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. ธุรกิจ ไม่ได้คำนวณต้นทุนอย่างครอบคลุม ทำให้ธุรกิจไม่ได้กำไร และ ไม่สามารถนำกำไรมาสร้างการเติบโตได้ 

ยกตัวอย่าง ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป “ลูกค้าใหม่ของธุรกิจ” มีแนวโน้มที่จะไม่สั่งซื้อสินค้าในจำนวนมากไปจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าของตัวเอง

ด้วยเพราะว่า อาจจะยังไม่มั่นใจในสินค้าของธุรกิจนั้นๆ และภาระค่าใช้จ่ายในการบริหาร “คลังสินค้า” (Warehouse) และ “คลังกระจายสินค้า” (Distribution Center)

แต่ธุรกิจก็ต้องเข้าใจฝั่งลูกค้าด้วยว่า ลูกค้าเองก็ไม่อยากที่จะสั่งซื่้อในปริมาณที่มากๆ ถ้ายังไม่มีฐานลูกค้าในมือที่มากเพียงพอ

นั่นก็จะทำให้ธุรกิจเผชิญปัญหาด้าน “กำลังการผลิต” (Production Capacity) และ “ต้นทุนการผลิต” (Production Cost) ในกรณีที่ต้องมีการเดินเครื่องจักร

เช่น การเดินเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต 1 ครั้ง ควรผลิตให้ได้ สินค้าสำเร็จรูป (Ready-to-Ship/Final Products) 1,000 หน่วย (Units) ต้นทุนต่อหน่วย จึงจะคุ้มค่า ในขณะที่ลูกค้าต้องการสั่งสินค้าเพียง 100 หน่วย เป็นต้น

ซึ่งโดยปกติ ธุรกิจมักมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลายราย ทำให้ยังสามารถบริหารจัดการได้  แต่บางครั้ง ธุรกิจเองก็ทราบดี แต่จำเป็นต้องทำการผลิตตามคำสั่งซื้อที่ไม่ถึงตามปริมาณที่ควรจะเป็น เพื่อ บริหารสภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Management) และ บริหารวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตและคลังวัตถุดิบ (FI-FO หรือ First In-First Out)

ดังที่กล่าวไปแล้วในเรื่อง “วงจรเงินสด” และ “รายได้แบบเครดิตเทอม”  .. แน่นอนว่าธุรกิจเองก็ต้องมีการ  “ค้าปลีก” (Retailing) ด้วยเพื่อบริหารเงินสดของตนเอง  เพื่อให้มีรายได้แบบเดบิตเทอม หนึ่งในนั้น คือ การมีหน้าร้าน และ ร้านค้าออนไลน์

แต่ การขายของออนไลน์และออฟไลน์ของธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) บางครั้ง ยังไม่ครอบคลุมต้นทุนค่าดำเนินการต่างๆ (Overhead Cost) ที่แฝงอยู่ แม้ว่าจะขายได้ปริมาณมากเท่าไหร่ ก็มักมองไม่เห็น “กำไร” และจะรู้สึกว่า ทำไมตนเองมี “ค่าใช้จ่าย” ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและในการขาย ที่ต้องจ่ายไปจำนวนมากมายขนาดนี้

ตรงนี้เป็นจุดปราบเซียน เป็นอีกจุดตายของธุรกิจในลักษณะ เอสเอ็มอี (SMEs) โดยส่วนมาก เพราะ เราบอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงกิจการให้เติบโตได้ คือ “กำไรสุทธิ” (Net Profit) และ สิ่งหนึ่งที่ทำลายกิจการให้พังทลายได้ง่ายที่สุด คือ ต้นทุนในการจัดการต่างๆ (Overhead Cost)

4. ทำ “รายงานทางบัญชี” (Fiscal/Financial Report) ไม่ตรงกับความเป็นจริง 

การที่ไม่มี “ระบบบริหารจัดการเอกสารและฐานข้อมูล” อาจจะด้วยการขาดความรู้ หรือ ไม่อยากทำอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อน หรือ จงใจไม่กระทำเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง นอกจากจะทำงานผู้ประกอบการไม่ทราบข้อมูลภายในกิจการ และสถานการณ์ของกิจการที่เป็นอยู่ที่แท้จริงแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถรับรู้กำไร-ขาดทุนที่แท้จริง ของตัวเอง

อีกทั้ง ยังอาจทำให้ธุรกิจเสียภาษีมากกว่าเดิม เพราะหากธุรกิจไม่สามารถรายงานปริมาณกำไรและยอดขายได้ชัดเจนต่อหน่วยงานสรรพากร ทางหน่วยงานจะเก็บภาษีคุณแบบเหมาจ่าย

แต่ หากคุณทำรายงานทางบัญชีที่ถูกต้องและชัดเจน มีที่มาที่ไป การรับเข้า-การขายออก (ซึ่งจริงๆไม่ต้องใช้โปรแกรมหรือเทคโนโลยีอะไรให้ยุ่งยากวุ่นวายขนาดนั้นเลย) อาจจะไม่ต้องเสียภาษีไม่มากมายขนาดนั้น รวมถึงยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางที่รัฐให้สิทธิเราในการใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆได้อีกด้วย

5. ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงขาดทีมงานที่มีประสิทธิภาพสนับสนุนองค์กร

มาถึงเรื่องของระบบบริหารจัดการบ้าง .. ในเรื่อง “ข้อมูล” (Data)  หรือ “ฐานข้อมูล” (Database) การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ ยังทำได้จำกัด

จากการได้นั่งพูดคุยกับเพื่อนๆทายาทธุรกิจ หรือ พี่ๆเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี พบว่า การใช้ประโยชน์จากข้อมูลยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ด้วยเนื่องจาก ระบบการบริหารจัดการได้ไม่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก จึงทำให้ข้อมูลและเอกสารต่างๆยังไม่ได้ถูกจัดเก็บในรูปแบบที่สามารถทำมาใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย

หรือ การขาดทีมงานที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยพัฒนาและผลักดันองค์กร อธิบายให้เห็นภาพว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงที่สุดของประเทศไทย พูดง่าย ๆ คือ มีเยอะมากๆนั่นเอง ในขณะที่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีจำนวนจำกัด

การที่คุณต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน บริษัทของคุณเองก็ต้องมีอะไรที่ดี  หรือ ดึงดูดกลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามา  เช่น บริษัทคุณมีความท้าทาย หรือ มีโอกาสในการเติบโตของบริษัทสูง หรือ สวัสดิการดี โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่ สภาพแวดล้อมการทำงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น จะเป็นธรรมชาติที่ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถจะวิ่งเข้ามาหาคุณเอง

ดังนั้น จะหามืออาชีพ หรือ พนักงานเข้ามาช่วยสนับสนุนองค์กรย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และหากคุณยังไม่ให้ความสำคัญ กับ การวางระบบการทำงานและการบริหาร เพื่ออำนวยความสะดวก ลดความซ้ำซ้อน ให้ทีมงานของคุณสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี วางแผนในการพัฒนาธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณ วางแผนรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต นอกจากจะไม่มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถวิ่งเข้าหาคุณ วันหนึ่งทีมงานของคุณหนีคุณไป และ ธุรกิจของคุณจะถูกผู้อื่นแซงหน้าจนธุรกิจของคุณล้มหายตายจากไป


ข้อดี ของธุรกิจ Startup (สตาร์ทอัพ)

1. ได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ

2. หากมีแนวคิด หรือ โมเดลธุรกิจ ที่สามารถสร้างรายได้ สามารถระดุมทุนกับผู้ลงทุนได้ง่ายกว่า ซึ่งถือเป็นเงินลงทุนที่ดอกเบี้ยต่ำ ไปจนถึง ปลอดดอกเบี้ย

การที่ธุรกิจมีโมเดลในการเติบโตที่ค่อนข้างเห็นภาพชัดเจน หรือ มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ย่อมสามารถระดุมทุน (Fundraising) จาก นักลงทุน (Investors)  ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคล หรือ เป็นที่รู้จักในชื่อ “นักลงทุนนางฟ้า” (Angel Investors) หรือ “กลุ่มนักลงทุน” (CrowFunding) หรือ “บริษัทเงินทุน” (Venture Capital Company)

โดยธุรกิจที่ได้รับเงินลงทุน มีหน้าที่ในการนำเงินลงทุนนี้ไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับกิจการของตนเอง รวมถึงมี “ผลตอบแทน” (Benefits) กลับคืนให้กับนักลงทุนที่เหมาะสม

โดยผลตอบแทนอาจจะเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้ (Peer-to-Peer Lending Based) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินทั่วไป ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสตาร์ทอัพจะได้เปรียบกว่า หรือ นักลงทุนนางฟ้าบางคนก็ให้ทุนเปล่ากับบางธุรกิจไปเลย หรือ แลกกับ หุ้น (Equity Based) ในบริษัทสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นอะไรที่เสี่ยงต่อนักลงทุนมากที่สุด

3. ธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนมากเป็น “ธุรกิจผู้ให้บริการ” ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ถาวรเป็นคนตนเอง ทำให้ กิจการสามารถรับรู้กำไรได้ดีกว่ามาก

ด้วยความที่รูปแบบธุรกิจเป็น “ธุรกิจผู้ให้บริการ” จึงไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ถาวรมากนัก หรือ บางธุรกิจทำการเช่าอาคารสำนักงานแทนการซื้อหรือสร้างอาคารสำนักงานของตนเอง

บางธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีรถของบริษัทในการจัดส่งสินค้า สามารถใช้รถของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจในการดำเนินธุรกิจได้เช่นกัน หรือ บางธุรกิจขนส่ง ก็ทำสัญญาเช่ารถขนส่งของบริษัท จากบริษัทผู้ให้บริการเช่ารถ ทดแทนการซื้อรถขนส่งของบริษัท

สื่งเหล่านี้ ให้ประโยชน์โดยตรงต่อ ผลลัพธ์ที่ดี ที่แสดงใน รายงานทางการเงิน หรือ งบการเงินของบริษัท  เพื่อบริหารตัวเลขทางการเงินระหว่างสินทรัพย์ (Assets) หนี้สิน (Debts) และ ค่าใช้จ่าย (Expenses) ภายในงบการเงินของบริษัทของตน ที่แสดงต่อผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร (Stakeholders)

4. ธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนมากเป็น “ธุรกิจผู้ให้บริการ” ที่เกื้อหนุนกัน มีหนทางเติบโตและออกจากธุรกิจ (Exit Strategy) ได้ง่ายกว่า

หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ธุรกิจ Wongnai คือ ธุรกิจผู้ให้บริการด้านข้อมูลและเครื่องมือค้นหา เช่น ร้านอาหาร ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นต้น ส่วน LINE MAN คือ ธุรกิจผู้ให้บริการสั่งอาหาร ส่งพัสดุ ซื้อของ เป็นต้น

ยกตัวอย่างสมมติให้เห็นภาพ  LINE MAN ต้องการทราบข้อมูลร้านอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้คนส่วนใหญ่ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการเลือกเปิดให้บริการสั่งซื้ออาหาร ตามร้านอาหารที่เป็นที่นิยม จะมีตัวเลือกไหนที่ดีไปกว่า Wongnai 

ดังนั้น จึงเกิดความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองบริษัท (Collaboration)  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจระหว่างกัน เพราะด้วยสินค้าและบริการ ฐานข้อมูล รวมถึงรูปแบบธุรกิจของกิจการบางกิจการ เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือ แก้ปัญหาให้กับบางกิจการได้

ด้วยเหตุนี้เอง บางครั้ง เราจึงสามารถเห็นการที่บริษัทหนึ่งจะเข้าลงทุน หรือ เข้าซื้อกิจการบริษัทสตาร์ทอัพบริษัทอื่นได้เป็นเรื่องปกติ จะเห็นได้ว่า การขายกิจการให้กับผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็นเจ้าของ หรือ ควบคุม  เพื่อให้บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ดังนั้น การขายกิจการสตาร์ทอัพเมื่อถึงจุดหนึ่ง จึงเป็น กลยุทธ์การออกจากตลาดของธุรกิจ (Exit Strategy) อย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การเข้าซื้อ (Acquisitions) และ “ควบรวมกิจการ” (Mergers) Instagram และ WhatsApp ของ Facebook เป็นต้น

หรือ ธุรกิจสตาร์ทอัพเองหากต้องการแข็งแกร่งและยั่งยืน หรือ พัฒนาและขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค หรือ ระดับโลก สามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการระดุมทุนกับประชาชน (IPO) เพื่อ “การขยายกิจการ” (Expansion) ได้เช่นกัน

5. มีรายได้เป็นรายวัน มีรายจ่ายเป็นเครดิตเทอมเป็นรายเดือน

บางธุรกิจมีรายได้เป็นวินาที (Second) ด้วยความที่เป็นธุรกิจบริการที่มีคนใช้บริการตลอดเวลา ในขณะที่มีรายจ่ายเป็นรายเดือน (Monthly) โดยอาจเป็นรายจ่ายแก่พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งช่องวางของระยะเวลาตรงนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจในการบริหารกระแสเงินสด

ข้อจำกัด ของธุรกิจ Startup (สตาร์ทอัพ)

1. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)

ด้วยความที่เป็นธุรกิจใหม่ การสร้างการรับรู้ (Awareness) ตามช่องทางต่างๆ การเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน (Lead Users) รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้งาน (User Behaviors) ก่อนที่จะเริ่มสร้างหรือรับรู้รายได้ เป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้น “Freemium Model” จึงได้รับความนิยมอย่างมากในการนำมาใช้ เพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน

ซึ่งโมเดล Freemium ที่ถูกนำมาใช้ บางครั้ง เป็นการทุ่มเม็ดเงินลงไปกับการสร้างการรับรู้และการเพิ่มผู้ใช้งาน การแย่งฐานผู้ใช้งานระหว่างกันมากเสียจน บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนัก กล่าวคือ “ขาดทุน” (Loss)

ซึ่ง หากผู้ลงทุน ในบริษัทสตาร์ทอัพเหล่านี้ ไม่ได้เป็น บริษัทแม่ (Holding Company) เป็นเพียงกลุ่มนักลงทุน คงต้องเริ่มคิดถึงอนาคตของการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทสตาร์ทอัพที่ตนลงทุนบ้างแล้ว เพราะ เป็นความเสี่ยงในระดับที่สูงแก่นักลงทุนด้วยเช่นกัน ว่าจะต้องใช้เวลานานมากน้อยเพียงใดกว่าที่บริษัทจะเริ่มรับรู้กำไรในผลประกอบการ

อ่านเพิ่มเติม : Freemium คืออะไร? ดีอย่างไร? วันนี้เรามาทำความรู้จักกันLazada vs Shopee ศึก 11.11 และ 12.12 บอกอะไรเรา? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

2. ธุรกิจมีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จสูงมาก ด้วย Internal และ External Risk

เพราะไม่ใช่ว่าไอเดีย หรือ แนวคิดในการออกแบบสินค้าและบริการทุกอย่าง จะสามารถตอบโจทย์ ตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างที่คาดหวัง หรือ เราจะดำเนินการอย่างไรให้ผู้ใช้งานรู้จักและหันมาใช้งานหรือใช้บริการ “สินค้าและบริการ” ของเรา

รวมถึงมีการนำเงินลงทุนจากนักลงทุนมาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการ แล้วธุรกิจยังไม่สามารถหาช่องทางในการสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจได้ ยังทำให้ธุรกิขาดทุนสะสมต่อเนื่อง อีกทั้งมีคู่แข่งในตลาด และการแข่งขันที่ดุเดือด โดยหากระดุมทุนหลายรอบแล้วยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ เม็ดเงินลงทุนหมุน เงินหมุนเวียนในกิจการหมด ธุรกิจเหล่านั้น ย่อมจำเป็นต้องก้มหน้าออกจากตลาดไปอย่างเจ็บปวด (Suffer Loses)

“ธุรกิจสตาร์ทอัพ” ก็เหมือนกับ ธุรกิจใหม่ทั่วไป ที่ถึงแม้จะมีการวางแผนธุรกิจ ในสร้างช่องทางในการเติบโตไว้ดีขนาดไหน แต่หาก “ผู้ก่อตั้ง” (Founder) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founders) อาจจะมีทักษะในการคิดค้นผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการมากแค่ไหน แต่หาก ขาดทักษะในการบริหารกิจการองค์กร บริหารด้านการเงิน บริหารทีมงาน และ ไม่มีมีทีมงานที่ช่วยเหลือ ธุรกิจที่ทำก็มีอาจจะล้มได้เช่นกัน อาทิ ความเสี่ยงจากการบริหารการเงิน ความเสี่ยงจากการบริหารสินทรัพย์ ความเสี่ยงจากภาพรวมอุตสาหกรรม เป็นต้น

ซึ่งการมีทีมงานคอยสนับสนุนกิจการ ธุรกิจเองก็ต้องมีการจ้างผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน เราเห็นผ่านตา มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านการพัฒนาโปรแกรมบริษัทหนึ่ง ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ อันนี้ถือเป็นความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านั้นนำเงินลงทุนไปบริหารจัดการอย่างไรจนเกิดกรณีแบบนี้

3.ไม่มีสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)

ในกรณีธุรกิจทั่วไปที่มีสินทรัพย์ถาวร เมื่อยุติการดำเนินการทางธุรกิจ เมื่อธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ยังสามารถขายทอดตลาดสินทรัพย์ของบริษัทเพื่อใช้ในการชำระหนี้สินของกิจการได้ แต่ในขณะที่บางธุรกิจ ไม่มีสินทรัพย์ถาวรให้สามารถทำแบบนั้นได้ มีเพียง “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” (Intangible Asset) อาทิ  มูลค่าเครื่องหมายการค้า สิทธิในการทำธุรกิจ สิทธิในการเช่า เป็นต้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั่น มูลค่า หรือ ราคาตลาดของมันก็อาจจะไม่มีตัวตนจริงๆแล้วก็ได้ หรือ ไม่สามารถสร้างประโยชน์ใดๆได้แล้ว หรือ ไม่มีมูลค่าทางธุรกิจแล้ว ไม่เหลือสิ่งใดเลยนั่นเอง


โดยสรุป SMEs vs Startup ต่างกันอย่างไร?


บางคนถามว่า แล้วต่างกันอย่างไร? ระหว่าง “เอสเอ็มอี” (SMEs) และ “สตาร์ทอัพ” (Startup) ในเมื่อมันก็เป็นธุรกิจขนาดเล็กเช่นเดียวกัน หรือ อาจจะมีทีมงานไม่เยอะเหมือนกัน มีสินทรัพย์ถาวรที่ไม่เยอะเหมือนกัน แต่อะไรหล่ะที่มันแตกต่างกัน

1. “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” จะมีวาง “โมเดลธุรกิจ” (Business Model) ในการสร้างรายได้ (Revenue Channel) ที่ “สามารถทำซ้ำๆได้อย่างไม่จำกัด” (Repeatable)  และ “สามารถขยายตัวได้” (Scalable) กล่าวคือ  ในขณะที่ “SMEs” หากต้องการยอดขายที่เพิ่มขึ้น ต้องอาศัย การผลิตสินค้าและบริการนั้นๆขึ้นมาใหม่ หรือ รับซื้อสินค้านั้นมาเพื่อขายต่อ หรือ หากเป็นประเภทบริการ ก็ต้องทำการให้บริการใหม่เป็นต้น

ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการผลิตสินค้าจากชุมชน หากต้องการขายได้มากขึ้น จำเป็นต้องหาทั้งลูกค้าเพิ่ม และหาวัตถุดิบต่างๆเพิ่มเพื่อนำมาผลิตให้ได้สินค้าไปขายลูกค้า ในขณะที่ ธุรกิจสตาร์ทอัพ ไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าและบริการใหม่ซ้ำๆแล้ว หาเพียงจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้คล่องตัวมากกว่านั่นเอง

ยกตัวอย่าง ผู้ให้บริการจัดส่งอาหารถึงที่ เช่น LINE Man, GrabFood, Foodpanda เป็นต้น ที่โมเดลธุรกิจ มีทั้ง Repeatable และ Scalable โดยที่ตัวผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องซื้อรถที่ใช้ในการขนส่งด้วยเงินของบริษัท แต่ใช้แนวคิดในการ “Sharing Economy” หรือ “การแบ่งปันทรัพยากรให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจ” กล่าวคือ ให้ผู้ที่สนใจสมัครเป็น “Partnership” ใช้รถของตนเอง และไม่ว่าใครจะเข้ามาสมัคร ก็จะเป็นเหมือนกันหมด รวมถึงการทำซ้ำที่ไหนก็ได้ เช่น จะเปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขยายไปยังเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ เช่น พิษณุโลก เป็นต้น หรือ ขยายไปยังประเทศในภูมิภาคใกล้เคียงได้เช่นกัน อาศัยแพลตฟอร์มที่ให้บริกาชิ้นเดิม โดยอาจจะดำเนินการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเล็กน้อย  และการ Scalable ก็อาศัยปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น

2. “ธุรกิจสตาร์อัพ” อาจจะมีขนาดเล็กมากไปถึงขั้นที่เรียกว่า “ธุรกิจขนาดจิ๋ว” หรือ Micro-sized Entreprises และ Nano-sized Enterprises กล่าวคือ มีเงินทุน (Capital) และ ทรัพยากรมนุษย์อย่างจำกัด มีสินทรัพย์ถาวรของบริษัทไม่สูงมากนัก แต่มีโมเดลการสร้างรายได้ ที่อาจจะทำให้เกิดการรับรู้รายได้ที่เติบโตอย่างมากในอนาคต หรือ อาจจะเติบโตได้รวดเร็วมากกว่าธุรกิจเอสเอ็มอีได้เช่นกัน โดยอาศัยศักยภาพจาก นวัตกรรมและเทคโนโลยี โปรแกรมอัตโนมัติ ที่ตนเองมี เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสิ่งต่างๆทดแทนมนุษย์ในสายงานบางอย่าง

3. “ธุรกิจสตาร์อัพ” มีระบบจัดการข้อมูลที่เป็นระบบอัตโนมัติ เช่น ระบบจัดการฐานข้อมูลผู้ใช้งาน ระบบจัดการข้อมูลสินค้าและบริการ ระบบจัดการการเงินและการบัญชี ระบบจัดการเอกสารของบริษัท ระบบรายงานยอดขาย เป็นต้น โดยอาจจะทำการพัฒนาขึ้นมาเองใหม่ หรือ ซื้อโปรแกรมเหล่านี้จากหลายๆบริษัทสตาร์ทอัพ ทำให้การบริหารจัดการสิ่งต่างๆได้สะดวกรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งจัดการเอกสาร รวบรวมเอกสารเพื่อสรุปผลด้วยตนเอง ทำให้กลุ่มคนเพียงจำนวนน้อยนิด สามารถบริหารจัดการองค์กรสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จได้

4. “ธุรกิจสตาร์อัพ” เมื่อเริ่มรับรู้รายได้แล้ว มักมีรายได้เป็นรายวัน รายจ่ายเป็นรายเดือน ทำให้มีกระแสดเงินสดในมือเยอะกว่า มีระยะเวลาในการบริหารจัดการกับกระแสดเงินสดในกิจการให้เกิดประโยชน์ได้ดีกว่า ในขณะที่ “ธุรกิจเอสเอ็มอี” มีรายได้เป็นรายเดือน รายเทอม มีรายจ่ายเป็นรายวัน ซึ่งอาจเกิดปัญหากาขาดสภาพคล่องได้ เพียงแค่ตรงนี้ เราก็สามารถเห็นความแตกต่างกันได้

อุตสาหกรรมดิจิทัล มีข้อดี-ข้อเสีย ต่อ เศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร
Work From Home Platform | “แพลตฟอร์ม สำหรับทำงานที่บ้าน” สัญชาติไทย
SEO และ Organic Search ข้อดี-ข้อเสีย ต่อ ธุรกิจ SMEs
Influencer Marketing กับ เศรษฐกิจไทย

“แจมเพย์” (Jampay) ถือว่าเป็น SMEs vs Startup กันแน่?

หากเอาตามนิยามแล้ว “แจมเพย์” ถือว่าเป็น “สตาร์ทอัพ” เพราะ แจมเพย์อาศัยจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยการทำเนื้อหาที่มีประโยชน์เพียงครั้งเดียว ทำให้การทำบทความอย่างเข้าใจผู้อ่านเพียงครั้งเดียว แต่ ตัวบทความมีประโยชน์กับผู้คนได้อย่างวงกว้างมากกว่า รวมถึง สร้างรายได้แบบซ้ำๆไม่จำกัด ด้วยการทำเพียงครั้งเดียวนั่นเอง รวมถึงถูกออกแบบมาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค ด้วยการพัฒนาเนื้อหาต่างๆเป็นภาษาอังกฤษในอนาคตอันใกล้

ไม่ว่าจะทำธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) หรือ ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งคู่ต่างก็มีโอกาส ความท้าทายและความเสี่ยง รวมถึงข้อดี ข้อจำกัดต่างกันออกไปคนละแบบ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ สินค้าและบริการที่ดี จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ จะทำให้ธุรกิจเติบโตและแข็งแกร่ง การดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาลจะทำให้ธุรกิจยั่งยืน

Smes vs Startup, SME vs Startup, SMES vs Startup ต่างกันอย่างไร, Sme กับ Startup, Smes กับ Startup, SMES vs Startup ต่างกันอย่างไร, enterprise, business, entrepreneur, sme, SMBs, ธุรกิจส่วนตัว, ทําธุรกิจอะไรดี, ทําธุรกิจอะไรดี 2019, ทําธุรกิจอะไรดี ถึงจะรวย, ทําธุรกิจอะไรดี ที่บ้านนอก, ทําธุรกิจอะไรดี 2562, ทําธุรกิจอะไรดี pantip, ทําธุรกิจอะไรดี 2020, ทําธุรกิจอะไรดี ลงทุนน้อย, ทําธุรกิจอะไรดี 2561, ทําธุรกิจอะไรดี ที่บ้านนอก, อยากทําธุรกิจส่วนตัว เล็กๆ, ทําธุรกิจส่วนตัวอะไรดี pantip, อยากทําธุรกิจเล็กๆที่บ้าน, การทําธุรกิจส่วนตัว ให้ประสบความสําเร็จ, smes กับ startup เหมือนกันอย่างไร, smes กับ startups เหมือนกันอย่างไร, smes มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างไร, ธุรกิจ startup ไฮโซบัส, ธุรกิจ sme, sme คือ, โปรแกรม startup คือ , สร้าง ธุรกิจ startup, sme startup คือ, sme กับ otop ต่าง กัน อย่างไร, startup ต่างกับ sme อย่างไร, ธุรกิจ startup ต่างจาก sme อย่างไร, sme คือ, smes หมาย ถึง อะไร มี ความ แตก ต่าง จาก ธุรกิจ อื่น ๆ อย่างไร, ธุรกิจ startup ที่ประสบความสําเร็จในไทย, อบรมธุรกิจ sme, วิธี, ขาย ของ ออนไลน์, ขาย ของ, ร้าน ขาย ของชำ, อบรม sme ฟรี 2562, หลักสูตร sme ระยะสั้น, อบรม sme 2562, สัมมนาธุรกิจ, อบรมผู้ประกอบการใหม่ 2562, หลักสูตรอบรมฟรี 2562, sme อบรมผู้ประกอบการ, อบรมสัมมนาฟรี 2562, อยากทําธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่รู้จะทําอะไร, การเริ่มต้นทําธุรกิจออนไลน์, ทําธุรกิจอะไรดี, แนวทาง การ ทำ ธุรกิจ, ข้อดีข้อเสีย, กิจการ, ธุรกิจ, สตาร์ทอัพ, startup, small and medium enterprises, Small and medium-sized enterprises, sole proprietorship, sole trader, individual entrepreneurship or proprietorship, proprietor sole trader, bi, b2c, b2c คือ, b2b, b2b คือ, business ethics, franchise, vc, llc, business intelligence, profit, owner, venture capital, business standard, family business, economictimes, angel investors, lean startup, business cycle, mergers and acquisitions, management consulting, ธุรกิจ, Business, Marketing, การตลาด, การระดุมทุน, Angel Investor, Fundraising คือ, smes กับ startups เหมือนกันอย่างไร, sme startup คือ, smes มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างไร, sme คือ, sme กับ otop ต่าง กัน อย่างไร, นักเรียนคิดว่าsmes กับ startups เหมือนกันอย่างไร, แนวคิด startup, บทความ startup, Startup และ SME สองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร, 5 ความแตกต่างระหว่าง ธุรกิจ SME กับ ธุรกิจ Startup, SME กับ Startup ต่างกันอย่างไร?, นักเรียน คิด ว่า smes กับ startups เหมือน กัน อย่างไร, sme startup คือ, smes มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างไร, innovation startup คือ, หลักการตั้งธุรกิจ startup, smes หมาย ถึง อะไร มี ความ แตก ต่าง จาก ธุรกิจ อื่น ๆ อย่างไร, sme กับ วิสาหกิจชุมชน ต่างกันอย่างไร, smes กับ startups เหมือนกันอย่างไร, smes กับ startup เหมือนกันอย่างไร, sme กับ startup ต่างกันอย่างไร, smes กับ startups ต่างกันอย่างไร, sme คือ, สินค้า otop วิสาหกิจ ชุมชน, sme และ startup ต่าง กัน อย่างไร, ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นนวัตกรรมหรือไม่, sme startup คือ, smes กับ startup เหมือนกันอย่างไร, sme กับ startup ต่างกันอย่างไร, ความ แตก ต่าง ระหว่าง ธุรกิจ startup กับ sme, sme กับ startup คือ, sme startup ออมสิน, smes กับ startups เหมือนกันอย่างไร, smes มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างไร, sme คืออะไร pantip, ธุรกิจ smb คือ, สินเชื่อ sme bank, สินเชื่อ sme bank 2562, sme ธุรกิจ, ขอสินเชื่อ sme bank, sme คือ, sme bank สาขา, sme bank คือ, สินเชื่อsmeรัฐบาล, สตาร์ทอัพ 2019, ไอเดียสตาร์ทอัพ, สตาร์ทอัพไทย, โครงการสตาร์ทอัพ, ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านอาหาร, สตาร์ทอัพ ภาษาอังกฤษ, สรุปสตาร์ทอัพ, อาชีพ สตาร์ทอัพ, สตาร์ทอัพ การศึกษา, เทคโนโลยี สตาร์ท อั พ, edtech startup ไทย, edtech ไทย, edutech คือ, ผู้ประกอบการ, ประเภทของผู้ประกอบการ, สรุปการเป็นผู้ประกอบการ, แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ, บทบาทของผู้ประกอบการมีอะไรบ้าง, การเป็นผู้ประกอบการ บทที่4, คุณสมบัติของผู้ประกอบการ 9cs, ความหมายความสำคัญของผู้ประกอบการ, การเป็นผู้ประกอบการที่ดี doc, ผู้ประกอบการรายย่อย, สินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย, สินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย ออมสิน, สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายใหม่ pantip, อัตราค่าธรรมเนียม บสย, บสย ไม่อนุมัติ, ประนอมหนี้ บสย, บสย ออมสิน ล่าสุด, บ ย ส ทวง หนี้, ผู้ประกอบการ sme, ผู้ประกอบการ sme คือ, การ พัฒนา ผู้ ประกอบ การ smes, สถิติ sme, ผู้ประกอบการ sme ที่ประสบความสำเร็จ, ฐาน ข้อมูล ผู้ ประกอบ การ smes, เข้า ร่วม sme, sme connext สสว, เบอร์โทร สสว, นัก ธุรกิจ ที่ ประสบ ความ สำเร็จ sme, ธุรกิจsmeที่ประสบความสําเร็จ มากที่สุด, ธุรกิจ sme ล่าสุด, ธุรกิจ ออนไลน์ ที่ ประสบ ความ สํา เร็ จ, การ สร้าง ความ สำเร็จ ของ ธุรกิจ sme, ธุรกิจ sme ที่น่าสนใจ 2018, sme ขนาด ย่อม, นักธุรกิจ sme, การ พัฒนา ผู้ ประกอบ การ smes, โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ 2562, โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ startup ปี 2562, โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ startup ปี 2561, โครงการ startup 2562, โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ, โครงการ สสว 2562, อบรมผู้ประกอบการใหม่ 2562, โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ early - stage ปี 2562, sme คืออะไร pantip, ประเภทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ธุรกิจ sme ในปัจจุบัน, ธุรกิจ sme ล่าสุด, sme ทุนจดทะเบียน, sme คือ วิกิพีเดีย, หลักเกณฑ์การแบ่งขนาดธุรกิจ, ผู้ ประกอบ การ ราย ย่อย หมาย ถึง, ธุรกิจsmeที่ประสบความสําเร็จ มากที่สุด, นัก ธุรกิจ ที่ ประสบ ความ สำเร็จ sme, ธุรกิจ sme ที่น่าสนใจ 2018, ธุรกิจ ออนไลน์ ที่ ประสบ ความ สํา เร็ จ, ธุรกิจ sme ล่าสุด, ธุรกิจ sme 2019, ข่าว นัก ธุรกิจ ที่ ประสบ ความ สํา เร็ จ, นักธุรกิจ sme, ธุรกิจที่ประสบความสําเร็จ 2018, ประวัติ บุคลากร สํา คั ญ หรือ นัก ธุรกิจ ที่ ประสบ ความ สํา เร็ จ, นักธุรกิจที่ประสบความสําเร็จ 2018, ธุรกิจที่ประสบความสําเร็จ 2019, นักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ, ธุรกิจsmeที่ประสบความสําเร็จ มากที่สุด, นักธุรกิจที่ประสบความสําเร็จทั่วโลก, ประวัติ บุคคลที่ประสบความสําเร็จในการทํางาน, ข้อดี ข้อ เสีย ของ ธุรกิจ startup, ประโยชน์ธุรกิจ startup, ข้อดีข้อเสียของธุรกิจบริการ, ข้อดี หรือ ประโยชน์ของ start up มีอะไรบ้าง, ข้อดี ข้อ เสีย ธุรกิจ บริการ, ข้อเสียของพนักงาน, ความสำคัญของ startup, ข้อเสียของการทำงาน, ข้อดีข้อเสียของการทำงาน, ข้อเสียของการบริการ, ข้อเสียของธุรกิจส่วนตัว, ข้อเสียของการเป็นเจ้าของธุรกิจ, ข้อดีข้อเสียของธุรกิจขนาดย่อม, ข้อดีข้อเสียของธุรกิจ startup, ข้อดีข้อเสียของอาชีพรับจ้าง, ข้อดีของผู้ประกอบการ, ปัญหาของธุรกิจขนาดย่อม, ข้อเสียของการเป็นเจ้าของธุรกิจ, ลักษณะของธุรกิจขนาดย่อม, ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้แก่อะไรบ้าง, ข้อเสียของร้านอาหาร, ตัวอย่างธุรกิจขนาดย่อม, ข้อเสียของธุรกิจส่วนตัว, ข้อดีข้อเสียของธุรกิจ startup, ข้อดี ข้อ เสีย ของ ธุรกิจ ขนาด ใหญ่, ข้อเสียของธุรกิจบริการ, ข้อเสียของผู้ประกอบการ, ข้อเสียของการบริการ, ข้อดีข้อเสียของธุรกิจบริการ, ข้อดีข้อเสียของแต่ละอาชีพ, ข้อดี ข้อ เสีย ของ ธุรกิจ sme, ข้อเสียของการเป็นเจ้าของธุรกิจ, ข้อเสียของร้านอาหาร, ตัวอย่างธุรกิจ sme, ข้อดีของผู้ประกอบการ, ข้อดี – ข้อเสีย ของ ธุรกิจ SME กับทางเลือกว่าจะทำธุรกิจตัวไหนดี, 10 ข้อดี-ข้อเสีย ของการเป็นเจ้าของธุรกิจ, ข้อดี-ข้อเสียของการทำธุรกิจระบบ "กงสี", ปัญหาและข้อจํากัดของธุรกิจขนาดย่อม, ปัญหา และ อุปสรรค ของ ผู้ ประกอบ การ sme, ข้อ ใด ไม่ใช่ ลักษณะ ของ ธุรกิจ ขนาด ย่อม, ปัญหา การ จัดการ ทรัพยากร มนุษย์ ของ ธุรกิจ ขนาด กลาง และ ขนาด เล็ก, ประสิทธิภาพ ใน การ ดำเนิน งาน ของ ธุรกิจ ขนาด กลาง และ ขนาด ย่อม, รูป แบบ ธุรกิจ ขนาด ย่อม, การเริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อม, ความ หมาย และ ความ สำคัญ ของ ธุรกิจ smes, ความ เป็น มา และ ความ สำคัญ ของ ปัญหา ธุรกิจ ขนาด กลาง และ ขนาด ย่อม

หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวมุมมองหนึ่งในการวิเคราะห์เท่านั้น หากต้องการนำไปอ้างอิงประกอบการศึกษา สามารถทำได้ โดยผู้อ่านสามารถค้นหาบทความอื่นๆจากหลายๆแหล่งที่มาเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน รวมถึงการศึกษาไม่มากก็น้อย 

อ้างอิง:
เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เว็บไซต์กรมสรรพากร
เว็บไซต์สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน