Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว DAY2
Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว – DAY2
สำหรับใช้เช้าวันที่ 2 .. ของการเที่ยวโตเกียวคนเดียวในครั้งนี้ เราตื่นตั้งแต่เช้า มานั่งวางแผนว่า เราจะไปหาซื้อหัวชาร์จกล้องอย่างไร จะเดินไปทิศไหน ร้านจะอยู่บนเส้นทางที่เราจะไปไหม รวมถึงกระเป๋าเดินทางใบใหม่ เราจะไปหาจากที่ไหน
เราเริ่มวางแผนการออกไปข้างนอก โดยให้ความสำคัญกับกล้องมากกว่า เพราะกระเป๋าเดินทางน่าจะหาได้ไม่ยากนัก แต่กลับกัน หัวชาร์จกลับรู้สึกว่า น่าจะหาซื้อได้ยากกว่า คงจะต้องเป็นร้านขายเฉพาะทาง เพราะ ตามร้านสะดวกซื้อแต่ละแบรนด์ไม่มีจำหน่ายเลย
เราจึง “ค้นหา” (Google) ใน Google Maps ว่า Electronic Store, Camera Store ก็ไปเจอ BIC Camera อยู่ทิศล่างของสถานีโตเกียว เราว่าร้านนี้แหละ โอกาสน่าจะมีสูง โหงวเฮ้งได้ ชื่อเหมือนร้านขายอุปกรณ์กล้อง BIG Camera บ้านเรา แถมมี Camera ต่อท้าย ถ้าทางร้านไม่มีอุปกรณ์กล้องขายครบวงจร ก็ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหนแล้วหล่ะ และที่เราหาคือ กล้อง FUJIFLIM จากประเทศญี่ปุ่น เราแอบตำหนิในใจเล็กๆว่า “เห้ย แกมาจากประเทศญี่ปุ่นนะ ทำไมหัวปลั๊กแกไม่เป็นหัวแบนหล่ะ”
ทั้งนี้ ทิศล่างในความหมายของเราก็คือ เวลาดูใน กูเกิลแมพ ก็นึกและมองภาพเป็น บน-ล่าง ซ้าย-ขวา
แต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ ก็เลยตัดสินใจ ใช้การเดินเล่นไปด้วย เพื่อให้ไปถึงในเวลาเปิดทำการพอดี และในเมื่อร้านนี้อยู่ทิศล่างของโรงแรมที่พักของเรา วันนี้ทั้งวัน เราจะเดินสำรวจทิศด้านล่างไปเรื่อยๆแล้วกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คือ ต้องหาซื้อหัวชาร์จจากร้านบนเส้นทางนี้ให้ได้ก่อน
Remind: ทำความเข้าใจร่วมกัน
- สิ่งที่จะได้มากกว่า (Values) คือ สิ่งที่ได้จากการสังเกต มุมมองในการดำเนินธุรกิจ การตลาด และ การลงทุน มุมมองของผู้บริโภค รวมถึงมุมมองที่เข้าใจ “มือใหม่” เพราะ บางครั้งคนเราเขินอายที่จะถามคนอื่นว่าตัวเองไม่รู้ แต่สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราว่ามีคุณค่ากับผู้อ่าน .. นอกเหนือภาพสวยๆ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพราะเราถ่ายรูปไม่เก่ง และภาพถ่ายจะไม่มีการแต่ง เกิดจากการปรับแสงหลังกล้องเฉยๆ ไม่มีการปรับความตรงใดๆ อาจจะดูเบี้ยวๆนิดนึง เพราะถ่ายมาเยอะมากครับ และจัดการภาพเยอะๆไม่เป็นด้วย และการไปครั้งนี้เราแทบไม่มีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวอะไรมากมาย
- จะมีการแสดงโฆษณาคั่นระหว่างบทความ (In-Article Ads) โดยทางเราจะระมัดระวังไม่ให้ขัดกับประสบการณ์ในการอ่านของผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ต่อไป และหากมีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนบทความ ผู้อ่านทุกท่านจะได้รับประสบการณ์การอ่านแบบไม่มีโฆษณา
- เพื่อเพิ่มอรรถรส (Utilities) เราจะมีชื่อเพลงที่เราเปิดในตอนนั้นระบุไว้ให้ ผู้อ่านสามารถเปิดเพลงนั้นๆเป็นพื้นหลังระหว่างการอ่านได้เช่นกัน เหมือน คุณผู้อ่านเข้ามาชมห้องแสดงงานศิลปะของเรา จะได้เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกขณะบันทึกภาพเหล่านั้น
- เป็นใช้การพิมพ์เนื้อหาแบบบอกเล่ายาวๆ (Long Take) บางครั้งด้วยการพิมพ์จำนวนมากๆ คำผิดต่างๆ ที่อาจจะ “เล็ดลอด” สายตาเราไปได้ แต่เรากลับมาอ่านอีกครั้งเสมอ และพยายามแก้ไขคำไทยให้ถูกเสมอ หรือหากพบเห็น ก็สามารถแจ้งทางเราได้ และเมื่อแก้ไขแล้ว จะมีเครื่อง “…” ไว้ให้ เพื่อเป็นคำที่ถูกต้อง รวมถึงมี (…) ภาษาอังกฤษไว้ให้ สำหรับคำที่เรามองว่าเป็นประโยชน์
- Freemium คืออะไร? ดีอย่างไร? วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน
- Cashback หรือ เครดิตเงินคืน คืออะไร? ยิ่งช้อป! ยิ่งได้เงินคืน! เขาทำได้อย่างไร?
- Business Trends 2019 กับ 4 แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้
Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว – DAY2
วันที่ 2
ตามหาร้านขายหัวปลั๊กและร้านขายกระเป๋าเดินทาง
PAIN POINT #3 : จะหาซื้อ Universal Adapters ได้จากที่ไหน หากลืมนำมาด้วย?
หลังจากวางแผนการเดินทางในวันนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งตรงไปที่ Bic Camera เพื่อหาซื้อตัวแปลงที่เข้ากันได้กับ สายชาร์จของกล้อง FUJIFILM ของเรา
ไปถึงที่ Bic Camera ก็เดินเข้าไปในร้าน ชั้น 1 ตรงที่ที่แผนกสายชาร์จด้านในสุด พกความหวังมาเต็มเปี่ยม ไปไล่เดินดู พบว่าไม่มีเลย เลยไปถามพนักงานว่า Universal Adapter อยู่ตรงไหน แต่พนักงานไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ก็ยืนงงกันอยู่พักหนึ่ง
เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เวลาที่คนญี่ปุ่นต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็ต้องไปหาซื้อตัวแปลงหัวชาร์จ ที่เป็นหัวชาร์จในภูมิภาคอื่นๆติดตัวไปด้วยนี่ เลยลองพูดไปว่า “Global” และ “Travel” ตามด้วย Adapter พนักงานทั้ง 2 คนถึงทำท่าที อ๋อ แล้วก็บอกเราว่า Sixth Floor .. เราเลยคิดว่า การพูดว่า “Travel Adapters” น่าจะตรงจุดมากที่สุด ในการสื่อสารให้เข้าใจทั้งสองฝ่ายได้ง่ายที่สุด
เราก็ไปโดยที่ไม่รู้หรอก ว่าที่ชั้น 6 (6th Floor) มีอะไร ก็ขึ้นลิฟท์ไป พอประตูลิฟท์เปิด สิ่งแรกที่เห็นคือ แผนกกระเป๋าเดินทาง นึกในใจ โอเค ได้ที่ซื้อกระเป๋าเดินทางแล้ว รอดไปแล้วหนึ่งปัญหา
แต่ทีนี้ หัวชาร์จ” ที่เราต้องการหล่ะ .. มีไหม? เราเดินเข้าไปถาม “Travel Adapter” พนักงานก็พาไปดู เราก็บอกว่า เรามีตัวอย่างหัวชาร์จมาด้วยนะ แล้วก็หยิบสายชาร์จออกมาให้ดู
พนักงานก็บอกว่า อ๋อ ถ้าเอาแค่นี้ ก็เป็นหัวแปลงธรรมดาก็มี ไม่ต้องถึงกับใช้ Universal Adapter เพราะ จะได้ประหยัดกว่า เขาก็พาเราเดินไปดู เลยได้ซื้อมา อันละ 463 เยน (JPY) จำได้ขึ้นใจเลย
เราโล่งอกมากๆ ได้ทั้งหัวชาร์จ และ ที่ซื้อกระเป๋าเดินทาง แต่กระเป๋าเดินทาง คิดว่าเดี๋ยวมาซื้อวันจะกลับก็ได้ ตอนนี้ต้องหาที่ชาร์จกล้อง เพื่อไปเดินสำรวจตามที่วางแผนไว้ก่อนดีกว่า
เอาตรงๆ ถ้าคุณเข้ามาเดินหาเอง แล้วไม่ได้ถามเขา คุณไม่มีทางหาเองเจอแน่ๆ แต่เราก็คิดไปถึงว่า ถ้าคนญี่ปุ่นต้องไปต่างประเทศ เขาก็ต้องเตรียมหัวซื้อปลั๊กต่างๆเหล่านี้ไว้เหมือนกัน จนได้มาเจอในที่สุด ถ้าเราไม่ถามเขาแบบนั้น เราอาจจะเดินเข้ามาแค่ชั้น 1 ที่แผนกหัวชาร์จ สายชาร์จ เมื่อหาเองไม่เจอ ก็ออกจากร้าน โดยไม่ได้ขึ้นไปชั้นอื่นๆ รวมถึง ชั้น 6 ซึ่งเรามองว่า ชั้น 6 เป็นชั้นที่สำหรับ คนญี่ปุ่นที่เตรียมของเดินทางไปยังต่างประเทศ เพราะ มีครบทุกอย่าง ตั้งแต่กระเป๋าเดินทาง ไปยันของเบ็ดเตล็ด
Song : ♫ Sleepwalking (Live Session) – This Wild Life
หลังจากได้ Universal Travel Adapter มา
เมื่อได้หัวชาร์จมาแล้ว ลองแกะกล่องเสียบแล้วใช้ได้ ชาร์จเข้า สิ่งที่ต้องทำขึ้นต่อไปก็คือ การหาสถานที่ชาร์จแบตฯ กล้อง ซึ่ง “สถานที่แรกที่เรานึกถึง” คือ Starbucks เพราะ การวางนโยบายด้าน Brand ของสตาร์บัคส์ ที่ทำให้เราหรือ คนอื่นๆ นึกถึงเรื่อง “บ้านหลังที่ 3” มันทำให้เรา “รู้สึกปลอดภัย” มากๆ เหมือน Safe Zone ที่คุณเข้าไป จะรู้สึกว่า พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือคุณ หรือ เหมือนคุณได้กลับบ้าน
หากคุณทำธุรกิจ หรือ วางแผนการทำธุรกิจอยู่ การทำให้ลูกค้าของคุณรู้สึกแบบนี้ได้ แสดงว่า สิ่งที่คุณวางเอาไว้คุณประสบความสำเร็จแล้ว และแบรนด์ของคุณเป็นที่จดจำและแข็งแกร่งมาก
ในการเดินทางครั้งหน้า เราจะเตรียมและวางแผนให้ดีกว่านี้ การมาครั้งนี้ ขออาศัย Starbucks เป็น “บ่อน้ำ” ที่ชาร์จไฟแบตฯกล้อง แล้วกัน เพราะ เราตั้งใจเดินสำรวจแบบทั้งวัน และจะกลับที่พักทีเดียว จึงก็ถือโอกาสนั่งพักทานกาแฟ ฟังเพลง ด้วยความโล่งอก ผ่อนคลาย มองดูผู้คน มองดูสิ่งต่างๆไปด้วย
ด้วยความที่ดีใจ โล่งใจ ที่ได้หัวชาร์จและได้นั่งพัก ก็พร้อมจะถ่ายรูปลงโซเชียล เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกในขณะนั้น ในโฟกัสของกล้อง ส่องไปเห็น ace. ซึ่งเราจำได้ว่า เราเคยค้นหาว่า กระเป๋าที่เราได้เป็นของขวัญมานี้ มันของแบรนด์อะไร ก็พบว่าเป็น รุ่น Kanana Project โดย ace. เป็นความบังเอิญที่น่าสนใจ ในตอนนั้นเรารู้สึก หัวใจพองโต อบอุ่นหัวใจมากๆ มันอธิบายความรู้สึกไม่ถูก เหมือนมันได้พบเจอสิ่งที่ต้องการพร้อมๆกันในวันเดียว หลังจากที่เมื่อวานมีเรื่องให้ต้องคิดวางแผนรับมือมากมาย เราก็นั่งทานกาแฟไปเรื่อยๆ
เราก็นั่งสังเกตไป คนญี่ปุ่นนำกระดาษทิชชู (Tissue Paper) มาวางรองแก้วของตนเอง จะเห็นได้จากมองซ้ายของภาพ โดยหลังจากที่เราเห็น เราก็เดินไปหยิบกระดาษมาทำตามบ้าง


เราก็นั่งดูว่า เราจะเดินไปด้านล่างต่อเรื่อยๆ ก็เปิดแผนที่ดู แต่พบว่าในแผนที่ บนถนนเส้นหน้าโรงแรมของเรา มีการแสดงว่า มี “Nihonbashi-Kyobashi Fest” เวลา 11.20 น. เรามองว่ามันน่าสนใจมาก งานอะไรเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน เราเลยตัดสินใจว่าจะเดินกลับไปหลังจากทานกาแฟเสร็จ




ก่อนจะเดินออกจากร้าน มีพนักงาน 2-3 คน กำลังยืนนำเสนอให้กลุ่มคนประมาณ 5-6 คน คิดว่าคงจะเป็นปกติของการประเมินพนักงานภายในร้าน เราก็พยายามเดินผ่านแบบโค้งตัวเล็กน้อย และเราก็กำลังจะนำแก้วไปทิ้งถังขยะ
สิ่งที่เจอ อาจจะทำให้ใครหลายๆคนชะงักได้ นั่นคือ การแยกขยะที่ละเอียดมาก กระดาษ (Papers) แก้วพลาสติก (Plastic Cups) พลาสติก (Plastics) แก้วกระดาษ (Paper Cups) หลอด (Plastic Straw) ของเหลว (Liquid) เช่น น้ำแข็ง หรือน้ำที่เหลือ
แต่เท่าที่มองดูก็พบขยะถูกทิ้งปนกัน คาดว่าน่าจะมาจากความเคยชินของคนในประเทศอื่นๆ แต่เราก็ลองทิ้งแบบแยกทั้งหมดดู มันก็น่าสนุกดี


ต้องไม่ลืมที่จะถ่ายรูป Bic Camera เอาไว้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราหาสิ่งที่เป็น Pain Point ของคนส่วนใหญ่เจอ เผื่อว่าเราจะได้นำไปบอกคนอื่นด้วย
แล้วเราก็ออกเดินเท้าต่อ เพื่อไป Nihonbashi-Kyobashi Fest ..






ภาพแสดงให้เห็นคนจำนวนมาก ออกมาเดินจับจ่ายใช้สอยในบริเวณย่านการค้าแห่งนี้



ภาพของผู้คนยืนรอต่อแถวกันเพื่อทำอะไรสักอย่าง อันนี้เราไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด



พบคุณลุงกับคุณป้าคู่หนึ่ง กำลังจะข้ามถนนไปพร้อมกับเรา ก่อนที่เราจะเริ่มได้ยินเสียงเพลง และเสียงผู้คน แสดงให้เห็นว่า เราใกล้ถึงงานเทศกาลแล้ว
ตามที่แผนที่บอกเรา งานนี้ชื่อ “Nihonbashi-Kyobashi Fest” ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่มีข้อมูลว่ามันคืองานอะไร เห็นเพียงแต่ว่า มีเด็กๆจำนวนมาก กำลังทำกิจกรรมต่างๆ เล่นเกมส์ การละเล่นต่างๆ โดยให้เด็กๆเล่นเป็นทีม เพื่อแข่งกับผู้ใหญ่ 1-2 คน จึงคิดเอาเอง โดยดูจากภาพรวมทั้งหมด ในตอนนั้นว่า มันเป็น “วันเด็ก” ของที่นี่ หรือเปล่านะ
แต่ก็คิดว่า ถ่ายรูปก่อน เดี๋ยวค่อยมาหาข้อมูลทีหลังว่า มันคืองานเทศกาลเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ก็ได้ภาพถ่ายมาให้ทุกท่านรับชมประมาณนี้ ไปรับชมกันเลย ..
Song: ♫ You Changed Everything – This Wild Life
“Nihonbashi-Kyobashi Fest” – Kyobashi, Tokto, Japan

































ระหว่างเดินข้ามสะพานไปยังถนนต่อไป ก็พบกับลำคลองใต้ทางด่วน หรือ ถนนหลักของเมือง อันนี้ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะโตเกียว (Tokyo) เองก็เป็นเมืองติดกับชายทะเลและปากอ่าว มีลักษณะคล้ายคลึงกับ กรุงเทพฯ (Bangkok)
เรามองว่าการทำแบบนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับภาพรวมการระบายน้ำของเมือง โดยการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะ ในบางพื้นที่ ใต้สะพาน หรือ ทางด่วน (Express way) หรือ ทางหลวงหลัก (Highway) ก็เป็นพื้นที่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือ เอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้
การนำมาทำเป็น “พื้นที่คลอง” เอาไว้รองรับปริมาณน้ำ หรือ ระบายเพื่อลดระดับน้ำ น่าจะช่วยระบายน้ำให้กลับสู่ระดับปกติได้ดี เพราะตัวกรุงเทพฯ เองก็สุ่มเสี่ยงในการที่จะถูกน้ำท่วมในอนาคต ไม่ต่างจากเมืองสำคัญๆ ในพื้นที่อื่นๆของโลก เช่นกัน
คิดว่า การวางระบบเครือข่ายทางน้ำ เพื่อรองรับน้ำ และระบายน้ำ ก็มีส่วนสำคัญ เพราะ แน่นอนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ท่วมแบบมิดหัว แต่อาจจะท่วมในลักษณะของเมือง เวนิส ประเทศอิตาลี (Venice or Venezia, Italy)
แต่ให้ลองนึกภาพความยากลำบากตามที่เราเคยสัมผัส แม้ว่าจะท่วมเพียงไม่กี่วันที่กรุงเทพฯ ก็สามารถทำให้ทุกอย่างในเมืองนั้นติดขัดได้
ไปชมบรรยากาศของงานเทศกาลกันต่อเลยดีกว่า ..



























เราก็เดินตามขบวนไปเรื่อยๆ เพลงที่เปิดในงาน เป็นลักษณะ J-ROCK หรือ ROCK แต่เท่าที่ฟัง เป็นเหมือนการใช้สำเนียงร้องแบบพื้นบ้าน หรือประจำชาติอะไรแบบนี้ สิ่งตอนที่เราฟังตอนนั้นมันแปลกใหม่มาก แต่เราก็ชอบนะ เพราะเราฟังเพลงแนว Rock อยู่แล้วการร่ายรำต่างๆ ที่เข้ากับจังหวะเพลง พร้อมกับเสียง เฮ ไฮ รวมถึงท่าทาง แขนขาที่ยกขึ้นลง ไปมา ลงห้องตามจังหวะเพลง



เป็นบรรยากาศของงานครอบครัว ที่คนในครอบครัวได้ถ่ายภาพร่วมกัน กระชับความสัมพันธ์ของครอบครัว คุณตาคุณปู่มาดูหลานๆแสดงในขบวนเทศกาล ถ่ายรูปร่วมกัน เป็นภาพที่เราประทับใจมาก












ดนตรีแนว Rock ผสมผสานกับเนื้อหาของเพลงที่เป็นสำเนียงญี่ปุ่น เราเดาเอาเองว่า สำเนียงพื้นบ้าน พร้อมกับเสียงตีกลองจากน้องๆเด็กๆที่เข้ากับจังหวะของดนตรี และการเปล่งเสียงที่ทำให้ “ฮึกเหิม” ทำให้โชว์นี้สะกดผู้ชมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก









การแต่งชุดพื้นบ้าน หรือที่คนทั่วไปรู้จึกกัน คือ “กิโมโน” (Kimono) หลากหลายสีสัน หลากหลายรูปแบบ และ รองเท้าไม้ ในรูปแบบของญี่ปุ่น
เมื่อเดินดูงานเทศกาลจนพอใจแล้ว เราก็เห็นผู้คนเดินเข้าไปในตรอกหนึ่ง เราก็เดินตามเข้าไป ก็ไปพบเข้ากับศาลเจ้า และผู้คนมากมายตรงนั้น ที่ดูเหมือนว่าจะเป็น “ตลาดนัด” ..









ผู้คนต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรอสักการะ พระพุทธรูป หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็ตามแต่ที่พวกเขานับถือ โดยจะพนมมือกึ่งปรบมือ ก้มลงเล็กน้อย 3 ครั้ง และจะดึงเชือกสีแดง เพื่อลั่นระฆังที่ห้อยอยู่บริเวณหน้าพวกเขา






ถัดจากศาลเจ้ามา มีการตั้งแผงขายของอยู่ เมื่อสังเกตป้าย ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นตลาด “Old-New Market” มีข้าวของเครื่องใช้สไตล์ญี่ปุ่นมากมาย จริงๆมี “บอนไซ” สวยๆ ขายด้วย อยากซื้อกลับมาก แต่ไม่รู้จะเอากลับอย่างไร หากใครมีร้านขาย “บอนไซ” สวยๆ ในไทย แนะนำเราได้นะ






ที่สำคัญ ร้านค้าที่นี่ รับบัตร Visa, MasterCard, และ American Express รวมถึง Square เราคิดเอาเองว่า น่าจะเป็น “ระบบชำระเงิน” (Payment) ของที่นี่
โดยร้านนี้ เป็นร้านที่เราอยากซื้อเสื้อคลุมยาวแบบญี่ปุ่นมาก เป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มออกดำๆ ไม่มีลวดลาย ราคาไม่แพงมาก แต่ไหล่ของเสื้อแอบตกไปนิดนึง เจ้าของร้านแนะนำให้เรานำไปเข้าตะเข็บด้านข้าง แต่ตอนนั้นเราคิดว่า ไม่เป็นไร วันใกล้จะกลับ เราจะมาดูใหม่อีกที บอกตรงนี้เลยว่าผิดถนัด
ได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน ผ้าที่นำมาขาย พับอย่างเป็นระเบียบที่หน้าร้านอันนี้ คืออะไร เราถามว่ามันเอาไปทำอะไรได้บ้าง
เขาตอบมาว่า .. สำหรับเราหรือลูกค้าคนอื่นๆก็ตาม สามารถนำไปเป็นผ้ารองโต๊ะได้ หรือตามใจเรา เราถามว่า มันคือผ้าอะไร เขาก็บอกว่า มันคือ ผ้าคาดเอวของชุด กิโมโน (Kimono) คล้ายกับที่เขาใส่อยู่
เอาก็เดินเล่นในฝั่งนี้สักพัก ก่อนจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ..












เท่าที่สังเกต พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ จะอธิบายสิ่งของทุกอย่าง เหมือนเล่า Story ให้ฟัง เล่าสรรพคุณให้ฟัง ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมกับภาษามือที่พร้อมจะอธิบายทุกอย่าง ยืนคุยกับลูกค้านานมากๆ เราฟังไม่ออกหรอก แต่ดูท่าทาง ภาษากาย ซึ่งลูกค้าเองก็ยืนฟัง ยืนคุยกัน
ป้าย (Label) ส่วนใหญ่ จะเป็นกระดาษสีน้ำตาล ของตกแต่งจะเป็นสีน้ำตาล อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ กล่องไม้ โต๊ะไม้ ลังไม้ ถาดไม้ การจัดวางสินค้าต่างๆจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูสบายตามากๆ
เมื่อเราออกจากพื้นที่โซนนั้นมา เราก็เริ่มหิวข้าว เราก็ ค้นหา “Fish Rice Bowl” ในแผนที่ เดินขึ้นมาทางด้านบนอีกสักพัก ก็มาใกล้กับ สถานีรถไฟ Kanda Station ก็มาเจอร้านนี้ ชื่อร้าน “Magura Ichiba, Kanda” เลยสั่ง ข้าวหน้ารวมปลา (Mixed Fish Rice Bowl) เพิ่ม ไข่ปลา (Fish Eggs)









หลังจากนั้น เมื่อทานข้าวเสร็จ ก็เดินลงใต้อย่างที่ตั้งใจไว้ ตามทางลงมาเรื่อยๆ เวลาก็เกือบจะเย็นแล้ว ท้องฟ้ามืดไว และเพราะกว่าจะได้ทานข้าวเที่ยงก็ บ่ายสองกว่า เพราะมัวแต่สนุกกับการเดินถ่ายภาพเทศกาล รวมถึงเดินเล่นในตลาดนัดในแบบฉบับของคนญี่ปุ่น จนเวลาล่วงเลยไปนานมาก จนไม่รู้ตัวว่าตนเองยังไม่ได้หาอะไรทานตอนเที่ยงเลย






บางครั้ง เราเองก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ ยังเดินข้าม ทางม้าลาย (Zebra Crossing) แบบระมัดระวัง มองซ้ายมองขวา กลัวว่ารถจะไม่หยุดให้ และก็หยุดชะงักบางจังหวะด้วยความเคยชิน ทั้งๆที่รถเองก็หยุดให้ ยังเผลอโค้งขอบคุณรถที่เขาหยุดให้












ที่ Tokyo Midtown Hibiya ก็มีผู้คนมากมายเช่นกัน มีจอฉายภาพยนตร์ มีผู้คนมานั่งพูดคุย นั่งชมภาพยนตร์ หลากเพศ หลากวัย



ภาพ แท็กซี่ 7 คัน
ในการเดินเท้า หรือ เดินเที่ยวชมเมือง (Sightseeing) เป็นธรรมดาที่คุณอาจจะหิวน้ำ คุณสามารถหาซื้อน้ำได้จาก ตู้กดหยอดเหรียญอัตโนมัติตลอดทาง โดย น้ำแร่สำหรับดื่ม (Mineral Drink Water) ขวดเล็กที่ญี่ปุ่น ตามตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ หรือ ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) ราคาเฉลี่ย 90-110 เยน (JPY) เทียบเป็นเงินไทย ตกประมาณ 28-30 บาท (THB) ต่อขวด ซึ่งถือว่าราคาค่อนข้างสูง หากคิดจากเงินบาทไทย เพราะ น้ำเปล่าประเทศไทยอยู่ประมาณ 7-10 บาท (THB) ต่อขวด
PAIN POINT #4 : ห้องน้ำที่ญี่ปุ่น ใช้อย่างไร?
ก่อนจะเดินไปต่อ ก็ต้องแวะทำธุระให้เรียบร้อย ก็นึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งเหล่านี้ อาจจะเป็น Pain Point ของคนอื่นๆได้เหมือนกัน เลยไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้มาบอกเล่า เพื่อให้ผู้อ่านที่เตรียมวางแผนจะไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นได้ทำความเข้าใจก่อน






เมื่อเห็นแท่นแบบนี้ อย่าพึ่งตกใจ คุณสามารถดูสัญลักษณ์ได้ ลองกดดู น้ำมันไม่ได้พุ่งจนเราไม่สามารถควบคุมได้ขนาดนั้น
แต่บางคนจะมีปัญหา อย่างเช่นคนตัวใหญ่ ที่ฉีดทำความสะอาด อาจจะไม่ตรงกับร่างกายของเรา อันนี้ต้องอาศัยความสามารถในการหามุมและองศาเอาเอง ถ้าไม่รู้ก็ลองกดเล่นๆดูก็ได้ มีให้ปรับความแรงของน้ำ (Pressure) มันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่



ที่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นจริงๆ ก็คือ “ปุ่มกดน้ำ” (Flush) .. เพราะ หากทุกท่าน หาปุ่มกดน้ำไม่พบ มันจะเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่ง Solo Travel แล้วด้วย มันจะลำบาก
บางห้องน้ำจะอยู่ข้างผนังให้เห็นเด่นชัด แบบในภาพนี้ บางที่จะอยู่กับแทบกดน้ำเลย ก็จะไม่ต้องหาให้เหนื่อย แต่ บางทีจะออกแบบมาเป็น “มินิมอล” (Minimal) คือ เล็กมากๆ ติดไว้ข้างผนัง ตัวหนังสือเล็กมากๆ ให้ทุกท่านหาคำว่า “FLUSH”
แต่หากไม่เจอคำว่า FLUSH ส่วนใหญ่จะเป็นรูป “ขีดสามขีด” (3 Lines Symbol) “จุดกลมใหญ่สามจุด” (3 Dots Symbol) หรือ “รูปน้ำวน” (Drain Symbol) แล้วแต่สถานที่
หรือไม่ก็หาอะไรที่มันเป็นตุ่มนูน หลายๆจุด มันคือ “อักษรเบรลล์” (Braille Alphabet) ซึ่งมันมักจะอยู่กับปุ่มกดน้ำเสมอ
ซึ่งปุ่มกดนน้ำนี้ .. บางทีเป็นที่ให้กด บางทีให้วางมือทาบ อันนี้ก็แล้วแต่ที่ แต่โดยหลักๆ สัญลักษณ์จะประมาณนี้
Song: ♫ Raise Your Voice – Kim Jong Kook, Haham Gummy
เราก็เดินเท้าต่อไป ผ่านย่านที่สวยงาม ผ่านร้านสะดวกซื้อ ผ่านสวนสาธารณะที่มองเห็นสัญลักษณ์เด่นของเมือง มีคู่รักมาถ่ายภาพกันตรงนี้พอสมควร


















เราเดินมาจนถึง “โตเกียวทาวเวอร์” ซึ่งมีย่านการค้าบริเวณฐานด้านล่าง รวมถึงมีร้านไอศกรีม ใต้ “โตเกียว ทาวเวอร์” (Tokyo Tower) ที่มีคนต่อคิวมากมาย ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า น่าจะเป็นร้านดัง และควรจะพาคนรักมาที่นี่ ร้อยทั้งร้อยผู้หญิงมักจะชอบของหวานและบรรยากาศ โรแมนติก (Romantic) แบบนี้
นอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว การเลือกตำแหน่งที่ตั้ง (Location) ของร้าน ถือว่า กินขาด! เพราะร้านตั้งอยู่ที่ฐานของสถานที่สำคัญแบบนี้ มีหรือที่หนุ่มสาวที่มายังสถานที่แห่งนี้ เพื่อถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกแห่งของเมือง จะไม่เลือกซื้อไอศกรีม และถ่ายรูปคู่กันอย่างหวานชื่น บรรยากาศที่มีแต่คู่รัก มันช่างทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวมาก รสชาติของ Solo Travel ..
เอาหล่ะ เราเดินไปต่อดีกว่า



ชาวต่างชาติรวมตัวกัน “สังสรรค์” เสียงเชียร์ฟุตบอลทำให้เราต้องหยุดดูว่าคือ ร้านอะไร แสดงว่าเริ่มเข้าใกล้ย่านที่มีคนอยู่เยอะแล้ว












ที่ญี่ปุ่นเองก็มีร้านทุกอย่าง 20 บาท เหมือนกันนะ
เราเดินมาไกลถึง “รปปงงิ” (Roppongi) โอ้ว ไกลพอสมควรนะเนี่ย ..















ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยวัยรุ่นหนุ่มสาวแต่งกายแฟชั่นเดินให้เห็นกันหนาตา พบกับร้านอาหารต่างๆมากมาย ไฟแสงสีแสงทั่วทั้งถนน



ถ่ายจาก “รปปงงิฮิลล์” (Roppongi Hill) ตรงนี้ “โตเกียวทาวเวอร์” สวยกว่ามากเลย บางอย่างเราก็ต้องออกมาเฝ้าดูมันจากไกลๆ



เอาหล่ะแบตฯกล้องใกล้จะหมด เตรียมตัวกลับที่พักได้ แล้วเราก็เดินตามกลางไปสักพักก็เจอร้านขายข้าวเนื้อทอด ในรูปน่ากินมาก เลยตัดสินใจเดินเข้าร้านเลยร้านจะอยู่ชั้นใต้ดิน จากนั้นสั่งเมนูที่เราเห็น



เป็นร้านขายข้าวหน้าเนื้อทอด ชื่อ “Gyukatsu-Motomura” โดยที่เนื้อทอด ภายในยังเป็น ระดับความสุกกลาง (Medium Rare) หากเราต้องการ ย่าง (Grilling) หรือ ปิ้ง (Toasting) ให้สุกเพิ่มขึ้น เราก็สามารถนำเนื้อ วางบนเตาหิน ที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ได้ และเราสามารถโรยเกลือ จาก พาชนะใส่เกลือหัวไม้สีน้ำตาลในภาพ คือ เกลืออันนี้แนะนำให้โรยเลย เกลือสีชมพูหิมาลายัน (Himalayan Pink Salt) หอมมาก เมื่อเราย่าง เราจะได้สัมผัสกลิ่นหอมของเนื้อ
ที่นี่เอง ที่เราได้สังเกตเห็น หนุ่มสาวคู่หนึ่ง หารกันออกค่าอาหารกันคนละ 1,000 เยน (JPY) ด้วยความยิ้มแย่มแจ่มใส ถ้า คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 300 บาท (THB) แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการออกเดต (Dating) ของวัยรุ่นชาวญี่ปุ่น เพราะ ราคาอาหารประมาณ 2,000 เยน (JPY) ตกอยู่ประมาณ 550-600 บาท (THB) เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกว่ามันเป็นจำนวนเงินที่มาก เพราะคิดโดยอ้างอิง จาก “ค่าแรงขั้นต่ำ” (Minimum Wage) ของประเทศไทย แต่เราจะอธิบายในเรื่องราวในวันถัดๆไปว่า ทำไมเราดึงสนใจใน “ข้อมูลเชิงลึก” (Insights) และ “พฤติกรรม” (Behaviors) เหล่านี้ที่เราได้เห็น
มาถึงตรงนี้ เราอยากจะบอกว่า ..การที่ร้านอาหารที่ญี่ปุ่น มีรูปภาพเมนูเหมือนจริง พร้อมราคา ไว้ให้เราหน้าร้านเลย ทำให้เรา หรือ ลูกค้าทั่วไป ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
เพราะคนส่วนใหญ่ก็จะมายืนมองภาพอาหาร ก่อนจะตัดสินใจ อันนี้คนที่ทำธุรกิจอาหารก็สามารถนำไปใช้ได้ มันทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจใน “ร้านที่ไม่รู้จัก” ได้ง่ายกว่า
ว่า ถ้าเราสั่งแบบนี้ เราจะได้ตามภาพนี้เลย ที่ราคาเท่านี้ ถือเป็น “ข้อมูลเชิงลึก” (Insights) ง่ายๆเล็กๆน้อยๆ เพราะ คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบตอนที่เรายืนดูเมนูหน้าร้าน แล้วมีคนเดินเข้ามา และมักไม่ค่อยเลือกเข้าร้านที่ตนไม่เคยเข้ามาก่อน
อนุมานได้จาก การรีวิวร้านอาหารต่างที่ได้รับความนิยม เพราะ คนส่วนใหญ่อยาก “รู้สึกปลอดภัย” “ไม่ประหม่า” “ไม่ผิดหวัง” เอาง่ายๆว่า ต้องอ่านรีวิวก่อน หรือ ให้มีคนมารีวิวก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการนั่นเอง และไม่อย่างนั้น เราคงไม่เจอกันที่บทความนี้แน่นอน เหมือนกับ Google และ Wongnai แต่เท่าที่ดู Wongnai ยังไม่เปิดให้บริการรีวิวสถานที่ต่างๆในญี่ปุ่น มีแต่ใน สิงคโปร์ (Singapore) ถ้ามีเราจะเขียนรีวิวให้เลย



เมื่อทานข้าวเย็นจนอิ่ม ก็ตัดสินใจกลับ “รถไฟใต้ดิน” โดยเราเลือกใช้ Hibiya Line สีเทา เดินกลับไม่ไหวแล้ว และ เพราะสามารถไปลงสถานี Ginza ได้เลย วิธีดูก็ดูในแผนที่ Google Maps กดที่สถานี จะแสดงสายรถไฟที่ผ่านสถานีนี้ ถ้าจุดหมายที่เราอยู่ปัจจุบัน และ สถานีหน้าที่พัก มีสายรถไฟที่แสดงเหมือนกัน แสดงว่า เราสามารถใช้รถไฟสายนั้นในการเดินทางไปได้ ซึ่ง เราค้นหาแล้วพบว่า Hibiya Line เป็นสายรถไฟที่มีแสดงเหมือนกัน
เราก็นำ “บัตรซุยกะ” (Suica IC Card) ที่จากผ่าน Klook ออกมา โดยที่เราไม่แน่ใจว่า ในบัตรมีเงินอยู่เท่าไหร่ และเราต้องเติมเงินเข้าบัตรเพิ่มไหม และราคาของสาย Hibiya จาก Roppongi ไปยังสถาน Ginza มันเท่าไหร่ ก็เลยเดินไปที่ตู้เติมเงินและจำหน่ายตั๋วโดยสาร
PAIN POINT #5 : เติมเงิน ตรวจสอบเงินคงเหลือ ในบัตร IC อย่างไร?
ไปที่ตู้ แล้ว สอดบัตร หรือ วางบัตรบนแท่นที่มีเครื่องหมายบัตร ในรูปนี้ จะเป็นแบบวาง ในพื้นที่สีแดง ดังภาพ กดที่ ภาษา (Langguages) หากต้องการเติมเงินก็กด Charge หากตู้ของสายไหนมีภาษาไทยก็จะดีหน่อย เราเห็นของบางสายมีภาษาไทยแล้ว แล้วก็กดจำนวนเงินที่ต้องการเติม เช่น 1,000 2,000 5,000 เยน (JPY) เมื่อกดเสร็จ เราก็ต้องใส่เหรียญ หรือ ธนบัตร ตามจำนวนที่เรากดไว้ เมื่อกดยืนยัน เมื่อเสร็จขึ้นจะเป็น “ไฟสีเขียว”
หรือ ถ้าเป็นแบบเครื่องสอดบัตร ถ้าเราทำไม่ถูก ไม่รู้จักกดอะไร หรือ เราไม่ได้จะต้องการเติมเงิน เราแค่อยากทราบยอดเงิน แต่เราหาปุ่มไม่เจอ แต่สอดบัตรไปแล้ว ก็ให้หาปุ่ม Cancel หรือ ปุ่มสีแดง มันก็จะคืนบัตรเรามาให้ พร้อมแสดงจำนวนเงินที่เหลือในบัตร






สำหรับประตูเข้าออกของที่นี่ จะเป็นประตูเดียวกัน ดังนั้นให้สังเกต ลูกศรสีเขียวไว้ ว่าเขาให้เราสามารถเข้าไปยังชานชาลาได้ช่องไหน และช่องไหนเป็นช่องสำหรับผู้ที่จะออก สลับกันไปมา โดยบางครั้งในช่วงเวลาเร่งรีบ (Rush Hour) ผู้คนจะผลัดกันเข้าออกในช่องเดียวกันเลย ถ้ามีคนเขาออกมาแล้ว มันจะเปลี่ยนเป็นลูกศรให้เราเข้าได้ เราก็สามารถเข้าไปได้ และผู้ที่ถือบัตรแบบนี้ ให้เขา “ช่อง IC”
หากใครมีปัญหาจะมีเจ้าหน้าที่คอยสนับสนุนเราอยู่ ถ้าคุยไม่ได้ ก็ลองถามสั้นๆ เป็นชื่อสถานีนี้ และ ชานชาลา ก็ได้ เช่น “Ginza .. Platform?” เขาก็จะบอกว่า “ชานชาลา” (Platform) เท่าไหร่ เราจะได้ไม่ไปขึ้นผิดฝั่ง และไม่เสียเวลา



PAIN POINT #6 : กระเป๋าเดินทาง (Baggages) พัง-ขาด-ชำรุด หาซื้อได้ที่ไหนในโตเกียว?
หลังจากมาถึง Ginza เราก็ต้องเดินตามถนนขั้นไปทางด้านบนของแผนที่อีกประมาณ 2 แยกใหญ่เพื่อไปที่พัก ผ่านย่าน Ginza ไปเรื่อยๆ และในตอนนั้นเอง ทำให้เราได้เจอเข้ากับ ร้านขายกระเป๋าเดินทาง (Baggages Shop) ที่จูงใจเราด้วยราคา 5,500 เยน (JPY) คำนวณคร่าวๆเร็วๆ ประมาณ 1,500 บาท (THB) จึงตัดสินใจแวะดู ซึ่งราคาถูกกว่า ร้านอื่นๆที่เราเห็นมาตลอดทั้งวันมาก
ชื่อร้าน “Ginza Karen” อยู่ข้างๆร้าน MINX ถ้าเดินบนถนน Ginza อย่างไรก็ง่ายต่อการพบเห็นแน่นอน



เราก็ถามอยู่นานว่า มีขนาดประมาณ 24-28 นิ้วไหม? เขาบอกว่า “มี ลองดูก่อน” เราก็ถามว่า ราคาเท่าไหร่ เขาก็บอก ราคานี้เลย .. เราก็เอ้า เราก็เอา 28 นิ้วเลยสิ จะรออะไร แต่ก็ยังถามเขาต่อว่า ทำไมมันถูกมากหล่ะ ด้วยความไม่มั่นใจ เห็นที่อื่นมันหลักหลายหมื่นเยน (JPY) เขาก็ตอบมาว่า เรามีโรงงานของเราเอง แล้วเขาก็ถามว่า เราจะเอาแบบ China Quality หรือ Japan Quality เราก็เลยบอกว่า “เอาคุณภาพญี่ปุ่นสิ มาถึงที่นี้ก็ต้องอยากลองของคุณภาพที่นี่”
ตอนจ่ายตัง คุณอาเจ้าของร้าน ก็ขอหนังสือเดินทางเรา เขาก็พูดว่า “สวัสดีครับ” แบบไม่ชัดๆ เมื่อเห็นหนังสือเดินทางประเทศไทย เราก็พูดกับเขาเป็นภาษาอังกฤษ ว่า “ดีใจจัง เจอร้านของคุณอา เพราะว่ากระเป๋าเดินทางเราพัง และหาร้านขายกระเป๋าเดินทางที่ดีๆแบบนี้มาทั้งวัน จนมาเจอร้านนี้ แถมราคาถูกอีก” เขาก็บอกว่า “ยินดีๆ ยังไงช่วยแนะนำเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆมาซื้อด้วยนะ” เราก็บอกได้เลย
ตรงนี้มีประโยชน์ ผู้อ่านควรทราบเอาไว้ เพราะ เมื่อคุณซื้อของในญี่ปุ่น มีมูลค่ามากกว่า 5,000 เยน (JPY) ขึ้นไป เฉพาะในร้านที่เป็น Tax Free Shop คุณสามารถขอ Refund หรือ ขอคืนภาษี Tax Free ได้ที่ร้านนั้นเลย และต้องใช้หนังสือเดินทางตัวจริงออก “ใบกำกับภาษี” (Tax Invoice) เท่านั้น เพราะโดยปกตินักท่องเที่ยวจะพกเล่มพาสปอร์ตติดตัวมาด้วยตลอดอยู่แล้ว ไม่สามารถขอเงินคืนหลังจากผ่านวันที่ซื้อสินค้านั้นๆไปแล้วได้ภายหลัง
ต้องบอกผู้อ่านตรงนี้ว่า เราไม่ได้ซื้อไปเพื่อจำหน่าย และเราซื้อเพื่อเปลี่ยนกระเป๋า ซึ่งเราสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เขาให้อย่างถูกกฏหมายตรงนี้ให้เป็นประโยชน์เล็กๆน้อยๆกับตัวเองได้ โดยหลักฐาน “ใบกำกับภาษี” การซื้อแบบ Tax Free จะถูกเย็บติดกับหนังสือเดินทางของเรา ประทับตราจากทางร้านทับใบกำกับภาษีและหน้าหนังสือเดินทางอย่างละครึ่ง เพื่อแสดงว่าเป็นการยืนยันจากทางร้าน ในหน้าที่เราปั๊มตราเข้า-ออกประเทศในช่วงเวลานั้นในหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ตของเรา



เราก็เดินลากกระเป่าเดินทางจาก Ginza มาจนถึงโรงแรมที่พัก ทำให้ในวันนี้เราสามารถตามหาหัวชาร์จของกล้อง FUJIFLIM ได้รวมถึงได้กระเป๋าเดินทางใบใหม่ใบใหญ่ว่าเดิม มาในราคาที่ถูกมาก และยังเป็นคุณภาพสินค้าของญี่ปุ่น
จบวันที่ 2 ได้อย่างสวยงาม และเดินไปทั้งหมดประมาณ 18.1 กิโลเมตร (km.) แต่ ก็คุ้มค่าในการเดินทาง ได้เวลาอาบน้ำพักผ่อนนอนหลับกันแล้ว
เอาหล่ะ! ..รีวิวห้องน้ำของโรงแรม First Cabin Kyobashi กันสักหน่อยดีกว่า
อย่างที่รู้กันว่า โรงแรมแคปซูลแบบนี้ เป็นแบบห้องน้ำรวม มีทุกอย่างให้นะ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เสื้อผ้าใส่อาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว รองเท้าใส่ในบ้าน มีดโกนหนวด เครื่องเป่าผม ครีมทาผิวหลังอาบน้ำ เตารีด เครื่องซักผ้า ตู้กดน้ำ
คือ ที่เตรียมใส่ซองพลาสติกมา แทบไม่ได้ใช้เลยจริงๆ เหมาะกับ คนที่มา Solo Travel มากๆ แบบไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย มีได้ใช้เพียงน้ำหอม กับสเปรย์ระงับกลิ่นกาย เท่านั้นแหละ
แต่จริงๆเราควรเตรียมพร้อมไว้นั่นแหละ เพราะเราไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้างไง การเตรียมไว้ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ดี












มี บ่อน้ำร้อน หรือ ออนเซ็น หรือ อนเซ็น (Onsen) ให้ด้วย ไว้วันหลังแล้วกัน



อ๋อ ลืมเล่าไปว่า โรงแรมแคปซูล ที่เราพัก เป็นแยกระหว่าง ผู้ชาย และผู้หญิง โดยจะต้องแนบคีย์การ์ดก่อนกดลิฟท์ ต้องแนบอีกครั้งถึงจะกดชั้นที่จะไปได้ โดยผู้ชายก็จะอยู่ชั้นเลขคู่ ผู้หญิงก็อยู่ชั้นเลขคี่ ใช้ลิฟต์คนละตัวกัน จะเข้าห้องอาบน้ำ ห้องนอน ต้องแนบคีย์การ์ดทั้งหมด เราว่าอันนี้ก็ปลอดภัยดีเหมือนกัน เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ส่วนล็อบบี้จะอยู่ที่ ชั้น 2 ของโรงแรม
วันนี้ก็มีประมาณนี้ ขอตัวไปพักผ่อนก่อน หลังจากเหนื่อยล้ามากๆ วันนี้ได้ฝึกมองโลกในแง่ดี และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้หลายอย่าง
โปรดติดตามตอนต่อไป 🧡
#JampayPainPoint










