Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว DAY3 | Jampay Pain-Point

Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว – DAY3

ชวนคิด ชวนคุย ก่อนออกไปเดินเล่น

Song: ♫ Drown – Bring Me The Horizon

สวัสดีเช้าที่ 3 ของการ “เที่ยวคนเดียว” (Solo Travel) .. วันนี้เราก็ตื่นเช้าเหมือนทุกวัน และก็มานั่งที่ล็อบบี้ (Lobby) ของโรงแรม แล้วเราก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า .. เอ๊ะ! “สื่อสังคมออนไลน์” (Social Media) ใน ประเทศญี่ปุ่น (Japan) เนี่ย มันจะมีอะไร ที่แปลกไปจากที่ ประเทศไทย (Thailand) มากน้อยแค่ไหน

แน่นอนว่า แม้เราจะเป็น บัญชี (Account) ที่ใช้บริการในประเทศไทย แต่เมื่อเปลี่ยน “ตำแหน่งที่ตั้ง” (Location) แล้ว .. บางบริการก็อาจจะใช้ได้เหมือนกันนี่หน่า ไปเริ่มกันเลยดีกว่า

เอ๊ะ! “สื่อสังคมออนไลน์” (Social Media) ใน ประเทศญี่ปุ่น (Japan) เนี่ย มันจะมีอะไร ที่แปลกไปจากที่ ประเทศไทย (Thailand) มากน้อยแค่ไหน

อันนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า ..อันนี้เราตั้งใจจะนำเสนอหน้าตาของ YouTube Premium ให้เพื่อนๆผู้อ่านชาวไทยได้เห็นจริงๆ ว่าหน้าตามันจะเป็นรูปแบบไหน เพราะที่ประเทศญี่ปุ่นมีบริการนี้แหละ ณ ตอนนั้น  แต่เมื่อเรากลับประเทศไทยมา “ยูทูป” (YouTube) ก็ประกาศเปิดตัว YouTube Premium ใน ประเทศไทย

โดยจะมีทั้ง YouTube Premium ที่นำเสนอเนื้อหาต่างๆของตนเอง หรือ Original Content หรือ YouTube Original โดยหน้าตา (Interface) มีลักษณะเหมือนกับ ผู้ให้บริการ Streaming TV Content อื่นๆ รวมถึง YouTube Music (ยูทูปมิวสิค) แอพพลิเคชั่น ฟังเพลง รูปแบบสตรีมมิ่ง (Music Streaming) ที่สามารถฟังเพลงแบบพื้นหลัง (Background Tasking) หรือ ขณะล็อคหน้าจอ (Locked-Screen MultiTasking)

สำหรับประเทศไทย ตอนนี้เริ่มลงมาทำ Streaming TV Content กันอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น “AIS” ปล่อย “AIS PLAY” (เอไอเอส เพลย์)  True ก็ปล่อย “TrueID” (ทรู ไอดี) ส่วนค่าย Mono ที่เราเห็นโฆษณาบ่อยๆ คือ MonoMax (โมโนแม็กซ์)

นอกจากการแข่งขันจากผู้ให้บริการ Streaming ในต่างประเทศ อาทิ NetFlix, Facebook Watch, YouTube Original, Amazon Prime, Disney, HBO MAX, Apple TV+,HULU, VIU, WeTV, Line TV รวมถึง Music Streaming เช่น Apple Music จาก Apple ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA), Joox จาก Tencent ประเทศ จีน (China) และ Spotify (สปอทิฟาย) จาก Spotify AB ประเทศ สวีเดน (Sweden) YouTube Music จาก YouTube ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) จะดุเดือดแล้ว การแข่งขันจากผู้ให้บริการภายในประเทศเองก็จะดุเดือดไม่แพ้กัน ซึ่งตัวเรา ที่เป็น “ผู้บริโภค” (Consumers) “ผู้ใช้งาน” (Users) จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันกันผลิตเนื้อหาที่ดี แต่แอบระวังค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนิดนึงนะ เพราะ เราอาจจะเป็นสมาชิกกับทุกแพลตฟอร์ม ค่าบริการต่ออายุสมาชิกรายเดือน (Subscribtion Expenses) ของเราอาจจะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

เราเคยอธิบายไปในบทความก่อนๆแล้วว่า  ระบบ Freemium Model มักจะให้ “ทดลองใช้” 1 เดือนเสมอ หลังจากนั้นก็จะเป็นการเรียกเก็บค่าบริการ “การต่ออายุสมาชิกแบบรายเดือน” (Subscribtion Renewal)

และยังได้อธิบายเพิ่มเติมต่ออีกว่า บริการใดก็แล้วแต่ที่ผู้ให้บริการให้เราลองใช้ฟรีเป็นเวลานาน จนสามาถสร้าง “พฤติกรรม” (Behavior) ให้เรา “เคยชิน” ถึงขั้น “ขาดมันไม่ได้” จนผู้ให้บริการ (Providers) สามารถนำมาสร้างเป็น “ช่องทางรายได้” (Revenue Channel) เพิ่มเติมได้ และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ ผู้ให้บริการ และ ผู้สร้างสรรค์ผลงาน (Creators) ภายในชุมชนนั้นๆด้วย

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ .. การเปิดเพลงแบบพื้นหลัง การเปิดเพลงขณะล็อคหน้าจอสมาร์ทโฟน เป็นต้น ซึ่งในไม่กี่ปีที่แล้ว เราสามารถทำแบบนั้นได้กับ ยูทูป (YouTube) แต่ด้วยการกระทำดังกล่าว ทำให้ทั้งผู้ให้บริการ และ ผู้สร้างสรรค์ผลงาน (Creators) ภายในชุมชนเสียผลประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น การนับยอดวิว (Views) การแสดงผลโฆษณา (Ads) ภายหลังทำให้เราไม่สามารถทำแบบนั้นแบบฟรีๆ ได้อีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม: Freemium คืออะไร? ดีอย่างไร? วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน

Facebook (เฟชบุ๊ค) ในญี่ปุ่น หน้าแรกจะมี “แท็บงาน” (Jobs Tab) แทรกระหว่าง “นิวส์ฟีด” (Newsfeed) เลย ในขณะที่ประเทศไทย ยังคงต้องเข้าไปในหน้า “เมนูต่างๆ” (Menu) อยู่

ที่น่าสนใจก็ คือ “ค่าแรงขั้นต่ำ” (Minimum Wage) โดยเฉลี่ยญี่ปุ่น ต่างหาก

ที่เรากำลังจะเก็บไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง (References) ในการพูดถึง “ราคาสินค้าและบริการ” ในบทความต่อๆไปได้ โดย “ค่าแรงต่อชั่วโมง” (Hourly Wage) จากข้อมูลที่เราเห็นอยู่ประมาณ 1,200-1,500 เยน (JPY) ต่อชั่วโมง หรือ คิดเป็นเงินบาทไทย ประมาณ 300 บาท (THB) ต่อชั่วโมง หรือ เดือนละประมาณ 240,000 เยน (JPY) ต่อเดือน คิดเป็นเงินบาทไทย ประมาณ 72,000 บาท (THB) ต่อเดือน แต่การจะพูดการ คุณภาพชีวิต หรือ ค่าครองชีพอะไรก็ตามแต่ เราต้องดูค่าใช้จ่ายต่างๆประกอบด้วย

*ตรงนี้เราจะทดไว้ในในเสมอ เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบราคาคร่าวๆ ว่า 1,000 เยน (JPY) เท่ากับ 300 บาท (THB)*

การ “หางาน” (Find a Job) เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น ทั้งในต่างประเทศ รวมถึงในประเทศไทยเอง .. โดยก่อนหน้านี้เราอาจจะเคยได้ยิน LinkedIn ที่ใช้ในการหางานต่างๆ หรือแม้กระทั่ง เว็บไซต์ประภท “หางาน บริษัท” อาทิ Jooble.org เป็นต้น หรือ “หางาน ราชการ” เฉพาะทางต่างๆโดยตรง

ปัจจุบัน Facebook เองก็เปิดให้บริการพื้นที่ในการ “รับสมัครงาน” และ “หางาน” ภายในแพลตฟอร์มของตนเองเลย โดยสามารถกำหนดตำแหน่งาน คำอธิบายตำแหน่งงาน ตำแหน่งที่ตั้ง ฐานเงินเดือน และอื่นๆ

Twitter (ทวิตเตอร์) ในประเทศญี่ปุ่น ดูเหมือนว่าจะมี “แท็บ” (Tab) เรื่องราวที่มากกว่าในประเทศไทยนะ หน้าแรกขึ้นเป็น “วิดีโอคอนเทนต์” (Video Content) ดูสิ ขนาดเรื่องราวน่าสนใจที่ขึ้นหน้าแรกยังเป็น Starbucks (สตาร์บัคส์) เลย

YouTube และ Instagram หน้าตาของแท็บต่างๆ ก็เหมือนกับในประเทศไทย ไม่ได้มีอะไรแตกต่างมาก

เอาหล่ะ! เตรียมตัวออกไปเดินเที่ยวกันดีกว่า ..


Remind: ทำความเข้าใจร่วมกัน 

  • สิ่งที่จะได้มากกว่า (Values) คือ สิ่งที่ได้จากการสังเกต มุมมองในการดำเนินธุรกิจ การตลาด และ การลงทุน มุมมองของผู้บริโภค รวมถึงมุมมองที่เข้าใจ “มือใหม่” เพราะ บางครั้งคนเราเขินอายที่จะถามคนอื่นว่าตัวเองไม่รู้ แต่สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราว่ามีคุณค่ากับผู้อ่าน .. นอกเหนือภาพสวยๆ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพราะเราถ่ายรูปไม่เก่ง และภาพถ่ายจะไม่มีการแต่ง เกิดจากการปรับแสงหลังกล้องเฉยๆ ไม่มีการปรับความตรงใดๆ อาจจะดูเบี้ยวๆนิดนึง เพราะถ่ายมาเยอะมากครับ และจัดการภาพเยอะๆไม่เป็นด้วย และการไปครั้งนี้เราแทบไม่มีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวอะไรมากมาย
  • จะมีการแสดงโฆษณาคั่นระหว่างบทความ (In-Article Ads) โดยทางเราจะระมัดระวังไม่ให้ขัดกับประสบการณ์ในการอ่านของผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ต่อไป และหากมีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนบทความ ผู้อ่านทุกท่านจะได้รับประสบการณ์การอ่านแบบไม่มีโฆษณา
  • เพื่อเพิ่มอรรถรส (Utilities) เราจะมีชื่อเพลงที่เราเปิดในตอนนั้นระบุไว้ให้ ผู้อ่านสามารถเปิดเพลงนั้นๆเป็นพื้นหลังระหว่างการอ่านได้เช่นกัน เหมือน คุณผู้อ่านเข้ามาชมห้องแสดงงานศิลปะของเรา จะได้เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกขณะบันทึกภาพเหล่านั้น
  • เป็นใช้การพิมพ์เนื้อหาแบบบอกเล่ายาวๆ (Long Take) บางครั้งด้วยการพิมพ์จำนวนมากๆ คำผิดต่างๆ ที่อาจจะ “เล็ดลอด” สายตาเราไปได้ แต่เรากลับมาอ่านอีกครั้งเสมอ และพยายามแก้ไขคำไทยให้ถูกเสมอ หรือหากพบเห็น ก็สามารถแจ้งทางเราได้ และเมื่อแก้ไขแล้ว จะมีเครื่อง “…” ไว้ให้ เพื่อเป็นคำที่ถูกต้อง รวมถึงมี (…) ภาษาอังกฤษไว้ให้ สำหรับคำที่เรามองว่าเป็นประโยชน์


Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว – DAY3

วันที่ 3

เตรียมพร้อมเดินเล่น 

PAIN POINT #7 : มาคนเดียว เตรียมของจัดกระเป๋าไปเดินเล่น ถ่ายรูป อย่างไรดี?

เอาหล่ะ .. หลังจากนั่งดูแพลตฟอร์มต่างๆไปได้สักพัก เราก็จัดเตรียมของประมาณนี้ เราเป็นชอบสีดำล้วน (All Black) นะบอกไว้ก่อน

  • กระเป๋าสะพายหลัง/ถือ ดีๆ ทนๆ รับนำหนักได้ดี 1 ใบ
  • กระเป๋าเงิน พร้อมเงินสด (Cash) และ บัตรเดบิต (Debit Card)
  • สมาร์ทโฟน (Smartphone) พร้อม หูฟัง (EarPods)
  • บัตรเติมเงิน ซุยกะ  (Suica IC Card)
  • แบตเตอรี่สำรองแบบพกพา (Powerbank Charger) พร้อมสายชาร์จ
  • อินเตอร์เน็ตไร้สายแบบพกพา (Pocket Wifi) พร้อมสายชาร์จ
  • กล้องดิจิตอล FUJI-XA2 + เลนส์แบบกว้าง (Wide) พร้อมแท่นชาร์จ และ ตัวแปลงที่ซื้อมา (จะเห็นว่าเป็นหัวแบนแล้ว)
  • หนังสือเดินทาง (Passport) (ต้องเอาติดตัวไปด้วยตลอด)
  • อาหารว่าง (Snacks) เราเลือกกล้วยตาก (Solar Dried or Sun-Dried Banana) แถวบ้านมาพกติดตัวนั่นแหละง่ายดี เพราะต้องใช้พลังงานในการเดินเท้ามาก อารมณ์แบบนักวิ่ง นักปั่นจักรยานทางไกล ซึ่งเราเผื่อเหตุการณ์ที่บางครั้งเราอาจต้องเดินไกล กว่าจะถึงร้านอาหารที่อยากกิน
  • น้ำดื่ม (Drink Water)

เราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ในการออกไปเดินเที่ยว (Solo Travel) และสำรวจพื้นที่ต่างๆทั้งวัน และกลับที่พักทีเดียวตอนค่ำเลย ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบวันแรกอีก จึงเตรียมทุกอย่างติดตัวไปให้หมด สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ Pocket Wifi ที่ต้องมีใช้และเข้าถึงตลอดเวลา รวมถึง แบตเตอรี่กล้องของเรา และใช้ Starbucks ใกล้เคียงบนเส้นทางที่ไป เป็นที่พักทานกาแฟตอนเช้าและบ่าย รวมถึงใช้เป็นที่ชาร์จไฟอุปกรณ์ต่างๆ และยังได้นั่งสังเกตผู้คนอีกด้วย

เอาหล่ะ เมื่อทำการตรวจสอบรายการสิ่งของ (Checklist) เรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะออกไปผจญภัย! วันนี้จะเดินขึ้นด้านบนของแผนที่ไปเรื่อยๆ ..

Akihabara, Tokyo, Japan

Song: ♫ Where Did It Go – Asking Alexandria

ฺBigApple Japan, BigApple

หลังจากที่เราเดินมาจาก Kyobashi ตรงขึ้นมาผ่าน Kanda Station ข้ามสะพาน มาจนถึงร้าน BigApple Akihabara ตอนแรกเราไม่รู้ว่าคือ อะไร เห็นแต่รูปแอปเปิ้ล (Apple) และเห็นผู้คนยืนต่อแถวกันอยู่ยาวไปจนสุดขอบทางเท้าเพื่อต่อแถวเข้ารับบัตรกระดาษจากเครื่อง ซึ่งเร็วมาก แต่ละคนเดินมาหยิบบัตรกระดาษบางอย่างจากทั้งสองเครื่อง กว่าเราจะหยิบกล้องถ่ายรูปจากกระเป๋าออกมาถ่าย คนก็รับบัตรกันจนหมดแล้ว เร็วมากของจริงเจ้าหน้าที่ก็กำลังจะเก็บอุปกรณ์

เราก็เลยดูในแผนที่ แสดงให้ว่า เป็น “ร้านปาจิงโกะ” (Slot and Pachinko) เราอาจจะคุ้นหูคุ้นตากับคำว่า “เฮฮาปาจิงโกะ” เราก็เลย อ๋อ เป็นร้านตู้เกมส์เชี่ยงโชค หรือ ตู้สล็อต นี่เอง ซึ่งการรับบัตรที่เครื่อง อาจจะเป็นการรับบัตรคิว เพื่อได้สิทธิเข้าไปใช้บริการหรือเปล่า อันนี้เราไม่ได้สอบถามข้อมูลผู้คนแถวนั้นเลย แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ “วิถีชีวิต” (Lifestyles) ของชาวญี่ปุ่นเท่าไหร่ เพราะ มีคนมาต่อแถวรอเข้าไปเล่นเยอะมาก แม้จะเป็นวันธรรมดาในเวลา ประมาณ 10.00 น. (10 a.m.) ในอีกมุมหนึ่ง คือ กลุ่มคนเหล่านี้อาจจะเป็น นักเล่นมืออาชีพ และยึดเป็นอาชีพเลยก็ว่าได้

BigApple Japan, BigApple

EDON JAPAN, BigApple

เดินมาอีกสักหน่อย ก็มาถึงโซน GUNDAM และร้านขาย เกมส์ (Game) ต่างๆ มีเสียงเพลงมีเสียงโฆษณาตลอดสองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านค้าต่างๆ

“ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” (Public Pay Phone Box) มาดัดแปลงเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นจุดบริการ Free Wi-Fi จุดบริการสายด่วนฉุกเฉิน (Hot Line)  สิ่งที่ดีสำหรับ Solo Traveler

Japan Road, Japan Free Wifi, Emergency Call Japan, ฟรีไวไฟ ญี่ปุ่น, เบอร์ฉุกเฉิน ญี่ปุ่น,

แนวคิดที่นำ “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” มาดัดแปลงเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นจุดบริการ Free Wi-Fi และ จุดบริการสายด่วนฉุกเฉิน (Hot Line) ไปยังสถานที่ หรือ หน่วยงานสำคัญๆต่างๆ เป็นแนวคิดที่เราต้องบันทึกไว้ เพื่อนำมาบอกเล่าให้ผู้อ่านได้เห็น

โดยภายในตู้จะมีหน้าจอแสดง เบอร์สายด่วนต่างๆ เป็นสีเขียว สีแดง สีฟ้า สีม่วง ให้สามารถกดโทรออกไปยังหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะแบบนี้มีอยู่ทั่วเมือง คุณสามารถเข้าถึงบริการได้แทบทุกที่ในเมือง มีเหตุด่วน เหตุร้าย เหตุฉุกเฉินใดๆ สามารถผู้คนสามารถเข้าตู้ฯที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อแจ้งเหตุได้เลย แถมยังเป็นการระบุกรอบพิกัดตำแหน่งเกิดเหตุได้เที่ยงตรง และใกล้เคียงสถานที่จริงได้มากที่สุด ง่ายต่อการที่เจ้าหน้าที่จะส่งความช่วยเหลือและฝ่ายสนับสนุนต่างๆมายังสถานที่นั้นๆได้อย่างรวดเร็ว

อีกทั้งเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะปัจจุบันผู้คน รวมถึงในประเทศไทยเอง อาจจะไม่ได้ใช้บริการตู้โทรศัพท์สาธาณะแล้วเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ และประหยัดงบประมาณในการลงทุนไปได้มากทีเดียว

Gamers Zone Japan, Games Japan, Slot Machine Japan, Escape Japan, Game japan, slot machine japan, เกมส์ตู้ ญี่ปุ่น

ภาพของผู้คนยินต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเข้าไปใช้บริการ ร้านปาจิงโกะ (Pachinko) โดยเวลาเปิดทำการอยู่ประมาณ 10.00-10.30 น.

PayPay, Jampay, LinePay, japan payment, japan e-wallet,

ภาพของ แพลตฟอร์มบริการชำระเงิน (Payment Service Platform) ชื่อ PayPay

Gamers Japan, ญี่ปุ่น, ร้านเกมส์ตู้ ญี่ปุ่น, Gamers Japan, Slot Machine Japan, เกมเมอร์ ญี่ปุ่น,

ผู้คนมากมายที่มาต่อแถว รอเข้าใช้บริการร้านเกมส์ตู้ต่างๆ ในย่านนี้ยืนกันแน่น แทบทุกร้านในละแวกนี้ แสดงให้เห็น ความเติบโตของอุตสาหกรรมตู้เกมส์เสี่ยงโชคและปาจิงโกะ (Slot and Pachinko Industries) ในย่าน อะกิฮาบะระ (Akihabara) นี้ได้ชัดเจนมากๆ

Japan Road, ญี่ปุ่น ซ่อมถนน, การสร้างตึก ญี่ปุ่น, ความใส่ใจของคนญี่ปุ่น,

ภาพของการแจ้งเตือนจาก “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” (Security Guard) ให้ผู้ที่เดินเท้า “สัญจร” ไปมาทราบว่า การก่อสร้างตึก อาคาร สำนักงานด้านหน้า และให้เดินเบี่ยงออกไปทางถนนตามทางชั่วคราวที่ได้วางอุปกรณ์ไว้ให้ ซึ่งออกไปยังพื้นที่ถนน 1 ช่องจราจร

พร้อมกับแสดงให้เห็นผู้ขับขี่จักรยาน หยุดรอ “สัญญาณไฟเขียว-ไฟแดง” (Traffic Light Signal) ที่ให้คนเดินเท้าสามารถเดินข้ามทางม้าลาย (Zebra Crossing) ได้

เราเดินมาจนถึง “ตลาดอะเมโยโกะ” (Ameyoko Plaza) ใกล้กับบริเวณ “สถานีรถไฟอูเอโนะ” (Ueno Station) ซึ่งเป็นย่านกึ่งตลาดสด ขายของสด ของแห้งต่างๆ มีร้านอาหาร “เรียงราย” ตลอดสองข้างทาง

McDonald's, McDonald, แม็คโดนัลด์, Ueno, Ueno Station, ตลาด อูเอโนะ, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, ร้านอาหารญี่ปุ่น, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

ร้านอาหารทุกร้าน มีตัวอย่างอาหารให้เราดูอย่างเด่นชัด ทำให้เราอยากทานหลายๆอย่างมากๆ แถมราคาก็ “ย่อมเยาว์” ไม่แพงมากนัก

McDonald's, McDonald, แม็คโดนัลด์, Ueno, Ueno Station, ตลาด อูเอโนะ, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

ร้านข้าวหน้าเนื้อก็น่าทานมากๆ สายเนื้ออย่างเราอยากลองมากๆ ชื่อร้านแผนที่ “Legend Beef Rice House Sutadonya”  ราคาที่แสดงให้เห็นไว้หน้าร้าน ก็ไม่แพงมาก ดูเหมือนจะมีช่วงเวลาโปรโมชั่นด้วย แต่ดูเหมือนร้านแต่ละร้านจะยังไม่เปิดทำการ อาจจะเพราะเรามาถึงเช้าเกินไป

Game Ueno, gachapon japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

เดินต่อมาอีกหน่อยก็มาเจอร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ อันนี้ก็อยากทานมากๆ  ราคาประมาณ 1700 เยน (JPY) คิดเร็วๆคร่าวๆก็ประมาณ 500 บาท (THB) แต่ร้านแทบจะทุกร้านย่านนี้จะเปิดบริการประมาณ 11.00-11.30 น. (11.30 a.m.)  เราก็เลยตัดสินใจเดินเล่นดูย่านนี้เพื่อค่าเวลา และเป็นการสำรวจพื้นที่ไปด้วย ..

เดินมาเจอร้านขายรองเท้าผ้าใบ ชื่อร้าน Face to Face เราชอบการตกแต่งภายในร้านมากๆเลย การใช้ชั้นวางไม้แบบนี้ ช่วยขับความสวยงามของรองเท้าออกมาได้ดี ทำให้ร้านดูเป็นมิตรมากกว่า ประกอบกับเพื่อนทักมาว่า “ให้ช่วยดูราคารองเท้ารุ่นหนึ่งให้หน่อย”

Converse, Shoe Shop Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

Converse, Shoe Shop Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

Face To Face, Sneakers, Face to Face Ueno Japan, Shoe Made in Japan, Yellow Mastad Shoe, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

ภาพของรองเท้าภายในร้าน Face To Face  “สีเหลืองมัสตาร์ด” (Yellow Mustard) ราคาประมาณ 6,800 เยน (JPY)  ประมาณ 2,500 บาท

Face To Face, Sneakers, Face to Face Ueno Japan, Shoe Made in Japan, Yellow Mastad Shoe, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

คิดว่า สีสันของรองเท้า น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน การจัดแสดงรองเท้าบนชั้นวาง (On-Shelf) ของทางร้านค่อนข้างดี

Rochester Lo, Darkblue Sneakers, Face To Face, Face to Face Ueno Japan, Shoe Made in Japan, Yellow Mastad Shoe, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

เท่าที่สังเกต .. วัฒนธรรมการแต่งกายของคนญี่ปุ่น จะออกไปทางสี “เอิร์ธโทน” (Earth-Tone) จะเป็นสีสันประมาณนี้ รวมถึงการจัดวาง ตกแต่งภายในร้าน  จะออกสีเรียบๆ เข้ากับธรรมชาติ ดูเป็น “มินิมอล” (Minimal) หน่อยๆ

Thailand Flag, Ueno Satoin, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Station Market, Thai Restaurant in Ueno Station Market, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Thailand Flag, Ueno Satoin, Ueno Station Market, Thai Restaurant in Ueno Station Market, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

เมื่อเห็นธงชาติไทย ก็เลยลองเดินมาดู เป็น “ร้านขายอาหารไทย” (Thai Restaurant) โดย “อาหารไทย” (Thai Foods) ที่ญี่ปุ่น ราคาประมาณ 1,200 เยน (JPY) ที่บอกว่าให้ผู้อ่านจำไว้ในใจ ตอนนี้ไปเริ่มใช้แล้ว คิดคร่าวๆอย่างไวๆประมาณ 300 บาทไทย (THB)

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ที่เราอยากเล่าจริงๆ คือ อาหารไทยสามารถจัดเป็น “ชุดเซ็ตอาหาร” (Set Meal) แบบนี้ได้เช่นกัน ดูสิ “พะแพงหมู เซ็ต” (Pa-neng Curry Set) คือ เราเอง อยากให้มีร้านอาหารไทย ที่ลองทำการจัดชุดเซ็ตอาหารแบบนี้ดูบ้าง เพราะมันก็ดูน่าทานเหมือนกันนะ เพราะ เป็นการนำเสนออาหารให้ดูน่ารับประทานเหมือนกัน และทำให้รับประทานอาหารได้อร่อยขึ้นจริงๆ เราไปกิน “ดงบุริ” (Donburi Rice Bowl) ก็รู้สึกอร่อยขึ้น ถ้าพูดกับตามตรงก็คือ “ข้าวราดกับข้าว” นั่นแหละ

อัพเดต! ตอนนี้ที่จังหวัดพิษณุโลก (Phitsanulok, Thailand) ตอนนี้มีแล้ว ร้านหนึ่ง ชื่อ “ครัวคอยณคุณ” (KruaKoyKhun Cafe & Restaurant) เอาข้าวหน้าหมูกรอบคั่วพริกเกลือ หรือ เมนูอื่นๆ มาจัดวางเป็นข้าวแบบ “ดงบุริ” (Donburi Rice Bowl) ให้อารมณ์ญี่ปุ่นมาก รสชาติก็อร่อยด้วย

Japan Food, Japan Styles, Local food japan, local food ueno, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Ramen Restaurant, Ramen Shop, Local Ramen in Ueno Station Market, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่ทำ “ตัวอย่างสินค้า” (Mock-Up) พร้อมทั้งติดป้ายราคาไว้ให้ลูกค้าได้ตัดสินใจก่อนเดินเข้าร้าน พี่ผู้ชายคนนี้เป็นคนไทย เพราะเราได้ยินเขาพูดกับครอบครัว แต่เขาไม่รู้หรอกว่าเราเองก็เป็นคนไทยเช่นกัน ฮ่าๆ

Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

 

Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Numbers Japan, Big Japan, LOTO6 JAPAN, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

ร้านขาย “สลากทายผลรางวัล” (Lottery) ต่างๆ

Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

Passage, Passage Centurion Hotel, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Centurion Hotel, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

Yakiniku Yansando, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Yakiniku Yansando Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

ร้านไหนที่ตกแต่งสวยๆเราก็จะถ่ายมาฝาก เช่นร้านนี้เป็นต้น การตกแต่งสีดำตัดกับสีของไม้ และสีขาวที่เป็นชื่อร้าน ทำให้ร้านดูโดดเด่นอย่างมาก ตอนกลับมาดูรูปภาพที่ประเทศไทย กลับเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งยิ้มอยู่ในภาพด้วย

Kanimiso Korayak, Kanimiso Korayaki Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

 

Car Park, Car Park Japan, Car park price, ที่จอดรถ ญี่ปุ่น, ค่าที่จอดรถ ญี่ปุ่น,

ภาพนี้แสดงให้เห็นการใช้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดของเมือง ในการทำ “ที่จอดรถ” (Car Parking) ซึ่งเท่าที่ดู “ราคาต่อวัน” อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว และจากการที่เดินสำรวจมา ทุกที่ที่เป็นที่จอดรถ แม้ตามข้างถนนก็ตาม ก็จะมีเครื่องสำหรับการเก็บค่าบริการทั้งหมด

PAIN POINT #8 : ไข่หอยเม่น (Uni) หรือ ไข่ปลา (Fish Eggs) ดูอย่างไร?

Ueno Japan, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

และแล้วก็ถึงเวลาที่ร้านเปิดจนได้ .. เราเป็นลูกค้าคนแรก เพราะเดินมาเป็นชั่วโมงแล้ว เริ่มหิว เลยไม่รอช้า เดินตรงเข้าไปเพื่อจะสั่งข้าวมาทาน ชื่อร้าน “Wakasaya Ueno Ten”

Ueno Japan, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

หากท่านที่อยากลองรับประทาน Uni (อูนิ) หรือ “ไข่หอยเม่น” (うに) ที่เรารู้จัก .. เราไปทานเป็นครั้งแรก และไม่คุ้นเคยกับภาษาญี่ปุ่น ให้จำแค่ 2 ตัวอักษร คือ “うに” อ่านว่า อู-นิ เป็นตัวอักษร “ฮิรางานะ” (Hiragana)

เพราะบางร้านมีรูปภาพให้ยังพอแยกออกได้ แต่หากเป็นเมนูที่เป็นภาษาญี่ปุ่น หรือ ร้านที่ให้กดสั่งซื้อจากตู้เอาเอง อาจจะมีปัญหา และได้ “ไข่ปลา” (Fish Eggs) ยาวๆมาแทน

อย่างเช่นตัวอย่างในภาพ เมนูที่ 1, 2, 4 และ 6 จะมี “ไข่หอยเม่น” นั่นเอง

Uni Rice Bowl, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

“ไข่หอยเม่น” หรือ “Uni” รสชาติยังไง? ..

จัดไปหนึ่งจาน .. จำเลขเมนูไม่ได้แล้ว แต่รู้สึกว่าจะไปจิ้มเลือกเมนูที่เขามีให้ในร้านอีกทีหนึ่ง  ราคาอยู่ที่ 1,727 เยน  (JPY) คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 493 บาท (THB)

“ไข่หอยเม่น” หรือ “Uni” รสชาติยังไง? .. สำหรับผู้ที่ลองทานครั้งแรก เรายึดตามความรู้สึกและรสสัมผัสของเรานะ มันจะหอม มันแบบนมสด มีกลิ่นของข้าวคั่วนิดๆ ตามด้วยกลิ่นปลาร้าบางๆ เค็มๆหอมๆ นุ่มละมุน เหยาะซอสญี่ปุ่นบางๆลงไป และทานคู่กับข้าวญี่ปุ่นอย่างลงตัว

เมื่อทานข้าวเสร็จ ก็เดินเล่นมาจนถึง สวนอูเอโนะ (Ueno Park) สวนสาธารณะ”เชียวชอุ่ม”ใหญ่กลางเมือง ใกล้กับสถานีรถไฟ “Keisei-Uneno Station” สำหรับใช้ไป “สนามบินนาริตะ” (Narita International Airport, NRT)

Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

 

Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

พบคู่รักมาเดินด้วยกันมากมาย มันไม่ใช่ที่ของเราอีกแล้วสินะ ..

Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station, Ueno Park, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

เมื่อเดินเล่นในสวนไปสักระยะ เดินชมส่วนต่างๆภายในสวนฯจนเต็มอิ่ม ก็ตัดสินใจเดินมายังสถานีรถไฟอูเอโนะ (Ueno Station)

๊Ueno Station, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, JR Ueno Station, Ueno Park, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

๊Ueno Station, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, JR Ueno Station, Ueno Park, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

๊Ginza Line, Ginza Line Tokyo Metro, รถไฟใต้ดิน ญี่ปุ่น,Ueno Station, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, JR Ueno Station, Ueno Park, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

๊Ginza Line, Ginza Line Tokyo Metro, รถไฟใต้ดิน ญี่ปุ่น,Ueno Station, สถานีรถไฟ อูเอโนะ, อูเอโนะ, JR Ueno Station, Ueno Park, Ueno Japan, Ameyoko Plaza, Ameyoko Plaza Ueno, Ameyoko Plaza Shopping Mall, Ueno Station,

โดยสารด้วยรถไฟใต้ดินสาย Ginza Line (G, สีส้ม) ไปลงสถานี อาซากูซะ (Asakusa Station)

Asakaza, Tokyo, Japan

มาถึงก็เดินหาร้านกาแฟก่อนเลย ไม่พลาดที่จะสั่งกาแฟเย็นมาทาน แต่ก็ต้องพบกับควาามว่างเปล่า เมื่อไม่มีปลั๊กไฟให้ชาร์จ ทำให้ไม่สามารถชาร์จแบตกล้องที่ใก้ลจะหมดได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะ เราถือโอกาสนั่งพักสักครู่ก่อนที่จะเดินต่อ

สาขานี้ ชั้น 1 จะเป็น เคาน์เตอร์ และเมื่อสั่งแล้ว สามารถขึ้นไปนั่งทานได้ที่ชั้น 2 ด้วยพื้นที่ที่ค่อนจ้างจำกัด จึงทำให้ที่นั่งมีจำนวนจำกัดด้วยเช่นกัน อาจจะเหมาะสำหรับ กลุ่มลูกค้าแบบ TO GO มากกกว่า

Song: ♫ Red Planet – BOL4

Starbucks, Starbucks Coffee, สตาร์บัคส์, ร้านกาแฟ Asakusa, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Rice Bowl, Fish Rice Bowl, Fish Rice Bowl Asakusa, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Rice Bowl, Fish Rice Bowl, Fish Rice Bowl Asakusa, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ร้านข้าวหน้าปลาไหลข้างๆ Starbucks Asakusa ที่คนต่อแถวยาวอยู่พอสมควร มีคุณป้าคอยบริการลูกค้าอยู่หน้าร้าน กลิ่นหอมของปลาไหลย่างลอยมาแตะจมูกของเรา แต่เราพึ่งทานข้าวหน้าปลาดิบมาจากร้านที่อูเอโนะ เรายังรู้สึกอิ่มมากๆอยู่เลย ทั้งๆที่ดูเหมือนจะทานไม่อิ่มนะ

Ekimise Parking, Ekimise Parking Asakusa, Car Parking, Car Parking Japan, Car park price, ที่จอดรถ ญี่ปุ่น, ค่าที่จอดรถ ญี่ปุ่น,

อาคารที่จอดรถ Ekimise Parking ให้บริการพนื้ที่จอดรถ โดยผู้ใช้บริการต้องนำรถเข้าไปจอดด้านในบนแท่นที่กำหนดไว้ (ดังภาพ) และระบบจะนำรถเข้าไปไว้ในที่จอดที่ว่างอยู่ด้านใน รวมถึงชั้นบน และฐานวงกลมด้านหน้าสุดที่เราเห็น คือ แท่นสำหรับบริการช่วยกลับรถให้กับผู้มาใช้บริการ เพราะ ตอนเข้าใช้บริการ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะนำด้านหน้าของรถเข้า เพราะสะดวกกว่า และเมื่อนำรถออกจากลานจอด ก็จะถอยหลังลงมาสู่งฐานวงกลมที่เตรียมไว้ และฐานนี้ก็จะหมุนรถให้อยู่ในด้านที่พร้อมออกสู่ถนน

สิ่งเหล่านี้ รวมถึงแนวคิดต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นมีจำกัด ทุกการออกแบบ รวมถึงแนวคิดอยู่บนพื้นฐานการใช้พื้นที่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต้องมีทางให้ขึ้นไปให้เสียพื้นที่สร้างรายได้ไป ออกแบบให้ทำเป็นเหมือนการที่ รถโฟล์คลิฟท์ (FolkLift) ยกรถขึ้นไปวางตาม ชั้นวางสินค้า (Lack) คลังจัดเก็บสินค้า (Stores) ต่างๆ เหมือนกับ การวางสินค้าบนชั้นวาง (On-Shelf) ทำให้มีพื้นที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น

 

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ภาพของ รถสามล้อเข็น สไตล์ญี่ปุ่น ก่อนถึง “Nakamise Shopping Street” (Orange Street) ชายผู้เข็นรถในภาพ กล่าวคำว่า “Thank You” คงจะหมายถึง “ขอบคุณที่ถ่ายรูป” เพราะจะได้เป็นการเผยแพร่การท่องเที่ยว
Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

มาถึง “Nakamise Shopping Street” (Orange Street) แล้ว มีร้านค้าต่างๆมากมาย การตกแต่งเป็บรูปแบบดั้งเดิม

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ร้านไอศกรีม และร้านขนมต่างๆ ที่คนต่อแถวยาวเหยียด ไม่ต้องบอกก็พอจะทราบว่า เป็นร้านที่เป็นที่รู้จัก ส่วนเราไม่ใช่สายของหวานเท่าไหร่ เราก็เลยเดินต่อไปเรื่อยๆ

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีผู้คนมาต่อแถวเข้าร้าน รวมถึงมาซื้อแบบกลับบ้านอยู่พอสมควร ในภาพมีกลุ่มผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนะ (Gimono) กำลังซื้อสินค้าจากทางร้าน

Snacks, Snacks Japan, ขนมญี่ปุ่น, ขนม ญี่ปุ่น, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ภาพของ บรรจุภัณฑ์ใส (Plastic Packaging) ของ ขนมญี่ปุ่น (JapaneseSnacks) และการบรรจุขนม ที่เรามองรู้ทันทีว่าบรรจุอย่างเป็ยระเบียบมากๆ

วัดอาซากุสะ (Asakusa Temple) หรือ วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) Asakusa, Tokyo, Japan

Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

 

Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

เดินต่อออกจากวัดมา ก็จะพบกับ โซนร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านขนมอีกเช่นกัน

ไม่น่าเชื่อว่า เดินมาอีกหน่อยจะพบเข้ากับ สวนสนุกขนาดเล็กมาก ชื่อว่า  “สวนสนุกฮานายาชิกิ” (Hanayashiki Amusement Park) มีรถไฟเหาะ มีเสียงเด็กเล่นภายในสวนสนุกดังออกมา

Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ร้านขายไอศกรีมชาเขียว 7 ระดับ แต่ก็มี ผลิตภัณฑ์จากชาเขียวอื่นๆด้วย ชื่อร้าน “Suzakien Asakusa” เราสั่ง The Strongest Green Tea Ice-Cream Cone เป็นธรรมดาที่เราเลือกระดับ 7 ที่เป็นระดับสูงสุด โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยชอบทานของหวานอยู่แล้ว แต่ร้านนี้เป็นร้านที่แฟนของเราอยากมา เราก็เลยตัดสินใจมาลองทาน และถ่ายรูปไปอวด จะถ่ายยากๆหน่อย คนที่มา Solo Travel ต้องจัดที่จัดทางให้ดีไม่ให้ไปชน ไปขวางคนอื่น

ราคาต่อหนึ่งอัน อยู่ที่ 610 เยน (JPY) หรือประมาณ 173.85 บาท (THB) รสชาติเข้มข้นมากๆ โดยสามารถยืนทานที่โต๊ะภายในร้านร่วมกันคนอื่นๆได้ มีโต๊ะยาวอยู่ 1 ตัวที่ทุกคนจะไปยืนทานไอศกรีมตรงนั้น เราเจอแต่คนไทย (Thais) ที่มาเป็นคู่รัก และ กลุ่มเพื่อน 6-7 คน เราก็อธิบายความรู้สึกไม่ถูก แต่เราก็ไม่ได้แสดงตัวอะไร ทานของเราไปเงียบๆ

Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa, Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ภาพของผู้คนต่อแถวยาวผู้คนแน่นร้าน ด้านในสุดของร้านจะเป็นโต๊ะสำหรับยืนทานไอศกรีมSuzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Gimomo, Gimono Styles, Japanese, Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ภาพของผู้คนที่แต่งกายพื้นบ้านแบบ กิโมโนะ (Gimono) ออกมาเดินและใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดาJapan Shop, Packaging ญี่ปุ่น, แพ็ตเกจจิ้ง ญี่ปุ่น, Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Tokyo Skytree, Ashahi, โตเกียว สกายทรี, ตึก อาซาฮี, Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

ภาพถ่าย โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) หรือ อาจถูกเรียกว่า New Tokyo Tower คู่กับ ตึกสำนักงานใหญ่เบียร์อาซาฮิ (Asahi Bear Headquaters Buildings) ในขณะที่กล้องขึ้นสัญญาณเตือนว่า แบตฯจะหมด

Tokyo Skytree, Ashahi, โตเกียว สกายทรี, ตึก อาซาฮี, Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

Tokyo Skytree, Ashahi, โตเกียว สกายทรี, ตึก อาซาฮี, Suzukien, Suzukien Strongest Green Tea Ice-Cream, Strongest Green Tea Ice-Cream, Asakusa Temple, Senjo Temple, Asakusa Market, Asakusa Station, สถานีรถไฟ อาซากูซะ, สถานีอาซากูซะ, Starbucks Asakusa, Starbucks Coffee Asakusa,

เป็นเวลาบ่ายสองกว่า ที่แบตฯกล้องหมด และ Starbucks Asakusa ไม่มีปลั๊กไฟให้เราชาร์จ เราจึงตัดสินใจกลับไปที่ Starbucks Ueno Station เพื่อนั่งพักทานกาแฟตอนบ่าย และชาร์จแบตฯกล้อง ก่อนจะเดินทางขึ้นไปด้านบนของ อูเอโนะ (Ueno) นั่นก็คือ ยานากะ (Yanaka)

พักทานกาแฟ และชาร์จอุปกรณ์ต่างๆที่ Starbucks Coffee Atre Ueno

Song: ♫ ผักบุ้งลอยฟ้า – Bodyslam

Starbucks Coffee Atre Ueno (スターバックスコーヒー アトレ上野店)

ที่เช็คอินของที่นี่มักจะเป็น ภาษาญี่ปุ่น ถ้าอยากเช็คอินใน Instagram (อินตาแกรม) แต่มักหาสถานที่ไม่เจอ ดังนั้นให้ลองสังเกตดู ว่าคำข้างหน้าน่าจะหมายถึง Starbucks Coffee ส่วนคำข้างหลังน่าจะหมายถึง อูเอโนะ (Ueno)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า .. “ทำไมไม่ไปร้านกาแฟท้องถิ่น  (Local Brand) ทำไมถึงเลือกไปนั่งแต่ Starbucks” ?

ตอบ นอกจาก สตาร์บัคส์ (Starbucks) จะเป็นที่แรกที่เรานึกถึงในการทานกาแฟ พักผ่อนที่ใช้เวลานาน รวมถึงชาร์จไฟอุปกรณ์ต่างๆแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าที่ร้านกาแฟท้องถิ่นทำแบบนี้ได้หรือไม่ และเราไม่มีใครให้ถามด้วย

และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมากๆจริงๆ คือ คนญี่ปุ่นในโตเกียวส่วนมาก รวมถึง “กลุ่มวัยรุ่น” และ “วัยทำงาน” มานั่งอ่านหนังสือ นั่งพูดคุย นั่งทานกาแฟกันที่นี่ ถ้าพูดตามตรง ก็คือ “กลุ่มคน” อยู่ที่นี่ และเรามาเพื่อเข้าใจอะไรต่างๆมากขึ้น เราก็ต้องเลือกที่ที่คนอยู่กันเยอะๆ เพื่อทำความเข้าใจ อยากเข้าใจเขา และการไปในแต่ละสาขา หาที่นั่งได้ยากมาก ลักษณะคล้ายคลึงกับการที่คนไทยกลุ่มหนึ่งที่เลือกสตาร์บัคส์

“พฤติกรรม” (Behaviors) บางอย่าง เขาไม่ได้กระทำบนโลกออนไลน์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์

“พฤติกรรม” (Behaviors) บางอย่าง เขาไม่ได้กระทำบนโลกออนไลน์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์ แต่กระทำบนออฟไลน์ หรือ ภายในร้าน และเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ ดังนั้น เราควรได้เห็นควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง ทั้งข้อมูลที่เป็นออนไลน์ และ ข้อมูลที่เป็นออฟไลน์เพื่อประกอบกัน

เช่น การนำกระดาษทิชชูมารองแก้วกาแฟที่เป็นแก้วกาแฟเย็น การจัดโต๊ะและวางของอย่างเป็นระเบียบ การจดบันทึกหนังสือที่กำลังอ่านอย่างเป็นระเบียบที่สวยงาม การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเลือกนั่งเฉพาะที่ตนเองมี การนั่งร่วมกันคนอื่นได้ การวางของทิ้งไว้เป็นเรื่องปกติ เป็นต้น

การจัดวางโต๊ะ การใช้พื้นที่โต๊ะสำหรับนั่งค่อนข้าง “มินิมอล” (Mininal) และออกแบบมาอย่างพอดี ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด โดยทุกคนจะใช้พื้นที่ร่วมกัน โต๊ะที่เรานั่งเป็นโต๊ะยาว 6 คน (จากภาพ) ติดกัน 2 ตัว เรานั่งหัวโต๊ะ การที่เรานั่งหัวโต๊ะ เราต้องลุกให้ทุกคนที่จะเข้าไปด้านในทั้งหมด เพราะเราไม่สามารถนั่งแบบเอาขาเข้าไปใต้โต๊ะได้ ติดขา หลังติดกำแพง

ทุกคนที่นั่งรอบข้างเราเป็น ผู้หญิงทั้งหมด มานั่งอ่านหนังสือเรียน ตอนหลังมีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามเราที่ว่างอยู่ ทำให้ตอนนี้ เราเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในโต๊ะ ด้วยความที่เราก็นั่งชาร์จแบตฯอยู่ เล่นสมาร์ทโฟนไปด้วย และทัศนวิสัยที่ค่อนข้างคับแคบและไม่สามารถมองไปตรงไหนได้มากนัก ก็จะมองได้เฉพาะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า และเยื้องด้านซ้าย และ คนที่นั่งด้านขวา

เราเห็นทุกคนนำกระดาษทิชชูมารองแก้วกาแฟเย็นของตนเอง ซึ่งเราเองตอนแรกก็ไม่ได้ทำ แต่พอเห็นเราก็เลยลุกออกไปหยิบกระดาษมารองบ้าง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนในสถานที่นั้น

เราเห็นผู้คนวางกระเป๋าใส่เงิน สมาร์ทโฟน หรืออุปรกณ์ต่างๆไว้อย่างไม่เป็นกังวลใจ เราเลยลองทำบ้างตอนเราลุกไปเข้าห้องน้ำ คงเป็นเพราะ วัฒนธรรมของที่นี่ ที่แสดงให้เห็นว่า มีความซื่อสัตย์สูง

เราเห็นทุกคนวางของบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบและไม่ให้กินพื้นที่ของคนอื่น รวมถึงการจัดของบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ แล้วของของเราอย่างรุงรังเต็มตัวไปหมด ตัวเราก็ใหญ่ “เทอะทะ” ก็ต้องระวังไม่ให้แขนไปโดนคนข้างๆ เราเองก็เลยลองทำบ้าง จัดระเบียบใหม่ของบนโต๊ะใหม่

การเลือกนั่งร่วมกับผู้อื่น และพื้นที่ร่วมกัน .. อันนี้ เราไม่แน่ใจว่า ถ้าเป็นที่อื่น การที่มีผู้ชายแปลกหน้านั่งอยู่ จะมีผู้หญิงเข้ามานั่งร่วมกับเราได้ไหม หรือ อาจจะไปเปิดโต๊ะใหม่ คือ เหมือนเราก็นั่งของเราอยู่เงียบๆคนเดียว แล้วก็มีคนมานั่งกับเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ผู้หญิงทั้ง 5 คนอ่ะเขาไม่อะไรหรอก แต่คนที่เกร็ง คือ (กูละ) เราต่างหาก จะนั่งยังไง จะมองไปทางไหนดี แต่เราก็นั่งฟังเพลง สายตาก็ดูพวกเขาไปนั่นแหละ

เราเห็นพวกเขารอบข้าง จดงาน อ่านหนังสือ จดสรุปหนังสือ (Short-note) เลคเชอร์ กันได้เป็นระเบียบมาก แสดงให้เห็นความมีระเบียบของผู้คนที่นี่ได้เป็นอย่างดี  .. คนที่นั่งตรงข้ามเราน่าจะเป็น คุณหมอ หรือ นักศึกษาแพทย์ เพราะมีรูปภาพในหนังสือเรียน (Text Book) เกี่ยวกับ ปอด และ ทรวงอก คือพวกเกี่ยวกับร่างกาย สรุปจดงานสวยมาก วาดรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนต่างๆอย่างสวยงาม จดแบบเป็นระเบียบมากๆ ตีเส้นตารางตรงมาก เส้นไม่ตรงลบแล้ววาดใหม่ และจดสรุปเหมือนคัดลอกหนังสือเล่มนั้นทั้งหน้าเลย ส่วนคนอื่นๆก็จดสวยแบบนี้เช่นกัน แล้วอ่านหนังสือ จดสรุปกับแบบจริงจังมาก สมาร์ทโฟนนี่คือวงอยู่บนโต๊ะเฉยๆเลย เราแทบไม่เห็นใครเอาขึ้นมาเล่น แต่ก็ฟังเพลงกันนะ

ก็คิดดูแล้วกันว่า  .. โต๊ะ และสิ่งของต่างๆ เขาออกแบบมาใช้สอยอย่างประหยัด คุ้มค่าแค่ไหน ขนาดที่เรานั่งแล้วมองเห็นทุกอย่าง และทำให้ความที่บรรยากาศ เดดแอร์ (Dead Air) สุดๆ ต่างคนต่างอยู่ รวมถึงจะนั่งใกล้กันไปไหน (นี่เราสนิทกันไปไหม ฮ่าๆ) แต่จริงๆ มันก็สะท้อนสังคมกลุ่มคนเหงา (Lonely Marketing) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเหมือนกันนะ

ค่าแรงต่อชั่วโมง (Hourly Wage) กับ ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าเดินทาง และ ค่ากาแฟ และของว่าง

จากตอนต้นที่เราบอกไว้ว่า “ค่าแรงขั้นต่ำ” (Minimum Wage) ต่อขั่วโมงของญี่ปุ่น อยู่ประมาณ 1,200 เยน (JPY) หรือ ประมาณ 300 บาท (THB) ต่อชั่วโมง มานั่งคุยเรื่องต่างๆเหล่านี้ในขณะที่รอแบตฯชาร์จ กันดีกว่า  ..

จึงไม่แปลกใจ หากเรามาเที่ยวญี่ปุ่น แล้วอาจจะรู้สึกว่าทุกของมันแพง แหละเรารู้สุึกว่า เงินที่มีจะไม่พอ เรามักจะคุ้นหา “ราคา” (Prices) ก่อนเสมอ อาทิ “ร้านนี้ ราคา” เพราะเราเทียบกับ “ค่าแรงขั้นต่ำ” (Minimum Wage) ของเรา อยู่ที่ 300-325 บาท (THB) ต่อวัน ตีเป็น “ค่าแรงต่อชั่วโมง” เท่ากับ 37.5 บาทต่อชั่วโมง หรือ หากเทียบเงินเดือนเด็กจบใหม่ (First Jobbers) ที่ 15,000 (THB) ต่อเดือน อยู่ที่ 500 บาท (THB) ต่อวัน ตีเป็น “ค่าแรงต่อชั่วโมง” เท่ากับ 62.5 บาทต่อชั่วโมง

“ค่าอาหาร” (Food Expenses) ลักษณะ “ชุดอาหาร” (Set Meal) หรือ “ดงบุริ” (Donburi) ตามร้านอาหารทั่วไป ราคาอยู่ที่ 1,000-1,500 เยน (JYP) นั่นแสดงให้เห็นว่า การทำงาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถซื้อข้าวรับประทานอย่างอิ่มท้องได้ 1 มื้อ ในขณะที่เราต้องทำงาน 1 วันเมื่อเทียบกันสำหรับการมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น หากเทียบในเมืองไทย

“ค่าน้ำดื่ม” (Drink Expenses) ราคาอยู่ประมาณ 90-120 เยน (JPY) ต่อขวด เทียบง่ายๆว่า การทำงาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถซื้อน้ำดื่มได้ 10-12 ขวด คิดเป็นเงินบาทไทย ประมาณ 30 บาท (THB) หมายถึง เราต้องทำงาน 1 ชั่วโมงที่ประเทศไทย เพื่อมาซื้อน้ำที่ประเทศญี่ปุ่น 1 ขวด แต่เท่าที่สังเกต คนญี่ปุ่นจะชอบดื่มน้ำชามากกว่า ในขณะที่เราทำงาน 1 ชั่วโมง สามารถซื้อน้ำดื่มได้ 3-6 ขวด เทียบจาก ราคาน้ำดื่มในไทย (Drink Water in Thailand) ขวดละ 10 บาท (THB) และน้ำประชาดื่มไม่ได้

“ค่าเดินทาง” (Transportation Expenses) รถไฟฟ้าสายต่างๆ ราคาอยู่ประมาณ 160 – 250 เยน (JYP) ต่อเที่ยวตลอดสาย มีปรับขึ้นลงตามระยะทางบางเล็กน้อย เทียบง่ายๆว่า การทำงาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้ 4-5 เที่ยว และเราต้องทำงาน  1 ชั่วโมงที่ประเทศไทย ในการโดยสายรถแต่ละเที่ยว หากเทียบกับในประเทศไทยที่ ระยะตลอดสายอยู่ประมาณ 50-60 บาท (THB) ต่อเที่ยว ต้องทำงาน 2 ชั่วโมง สำหรับการไป-กลับบ้าน

“ค่าที่จอดรถ” (Car Parking Expenses) ในวันที่ 3 นี้นัยังไม่แน่ใจด้วยข้อมุล แต่คิดว่าแพงแน่ๆ และเพราะ ค่าเดินทางโดยขนส่งสาธารณะที่ถูกกว่ามาก เราจึงจะเห็นผู้คนใช้บริการรถสาธารณะมากกว่า

“ค่ากาแฟ” (Coffee Prices) และของว่างต่างๆ เทียบจาก Starbucks เมนู Ice Tall Americano ราคาอยู่ที่ 385 เยน (JPY) คิดเป็นเงินบาทไทย 110 บาท (THB) ราคาใกล้เคียงกับของประเทศไทย  การทำงาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถซื้อกาแฟ Starbucks ทานได้ 2-3 แก้ว หรือ พร้อมขนมทานเล่น ในขณะที่เราต้องทำงาน อย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง ถุึงจะสามารถซื้อทานได้ 1 แก้วที่ประเทศไทย หรือ ทำงาน 2 ชั่วโมงที่ประเทศไทย เพื่อซื้อกาแฟ 1 แก้วที่ประเทศญี่ปุ่น

ทำไมเราถึงเทียบราคาสินค้าต่างๆเหล่านี้? .. เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ เป็นตัวชี้วัด (Indicators) พื้นฐานในการมอง “รายได้ต่อตัว”(Per Capita Income) “ค่าครองชีพ” (Living Expenses หรือ Cost of Living) และ “คุณภาพชีวิต” (Good Lives)  นั่นเอง

ออกเดินทางต่อ ไป “ยานากะ” (Yakana) .. 

Song: ♫ To My Youth –  BOL4

เมื่อชาร์จไฟจนเป็นที่เรียบร้อย เดินออกจากสตาร์บัคส์ กำลังจะไป ยานากะ (Yanaka) แต่ท้องฟ้ามืดเร็วมากๆเลย แต่ไม่เป็นไรตัดสินใจเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เพื่อชมเมือง (Sightseeing)

OIOI, Marui Shopping Mall, Ueno Station, Starbucks Ueno Station, Ueno, Japan, Tokyo, อูเอโนะ, สถานีรถไฟ อูเอโนะ

Atre Tokyo Japan, Atre Ueno Station, OIOI, Marui Shopping Mall, Ueno Station, Starbucks Ueno Station, Ueno, Japan, Tokyo, อูเอโนะ, สถานีรถไฟ อูเอโนะ

OIOI, Marui Shopping Mall, Ueno Station, Starbucks Ueno Station, Ueno, Japan, Tokyo, อูเอโนะ, สถานีรถไฟ อูเอโนะ

OIOI, Marui Shopping Mall, Ueno Station, Starbucks Ueno Station, Ueno, Japan, Tokyo, อูเอโนะ, สถานีรถไฟ อูเอโนะ

ภาพของแผนที่แสดงสถานที่ต่างๆภายในบริเวณนี้ซึ่งติดไว้ที่ป้ายข้างถนนในแผนที่ดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าโซนนี้เป็น “สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์”

ภาพพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว

ไหนหล่ะ “ยานากะ” (Yanaka) ? ..  เดินหลง ไปผิดทาง จากที่ควรจะเดินทางขึ้นไปทางซ้ายก็จะถึง “ยานากะ”แล้ว แต่เรากลับเดินตรงขึ้นไปเยื้อง ทางขวา เพราะเรา Solo Travel มาคนเดียว บางครั้งเราไม่สามารถถือสมาร์ทโฟนที่ชาร์จกับแบตฯสำรอง เพื่อดูแผนที่ พร้อมกับกล้องได้ ทำให้เราเน้นจำทิศเอาคร่าวๆ ยึดตึกสูงละแวกนั้น แล้วเดินไปตามนั้น

แต่ก็เกิดความผิดพลาด เนื่องจากมันค่อนข้างๆกันไปหมด ทำให้เราเดินข้ามสะพานขามฝั่งไปอีกฝั่ง ในแผนที่ชื่อ “Kan’eiji-zaka Slope” ซึ่งขึ้นว่า เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำและไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ พึ่งมาทราบในตอนที่เขียนบทความอยู่ตอนนี้ ไม่สามารถหาทางข้ามฝั่งไปยานากะได้ เนื่องจากเป็นทางรถไฟทอดยาว ท้องฟ้าก็มืดมากแล้วด้วย คงจะไม่สามารถกลับไปได้ทันจนสามารถเดินเที่ยวชมโซนยานากะได้ดีเท่าไหร่นัก จึงตัดสินใจหาอะไรทานแล้วก็ตัดสินใจจะกลับที่พัก หลังจากเดินทางไกลมาทั้งวัน

นี่กำลังเดินไปไหนเนี่ยย ..

PAIN POINT #8 : มาคนเดียว ตู้สั่งอาหารหยอดเหรียญเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ทางร้านไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ไม่มีเลขกำกับ ทำอย่างไรดี?

ไปเจอเข้ากับร้าน “Mensho Burari” เป็นร้านอาหาร ร้านราเม็ง ใกล้กับ “สถานีรถไฟนิปโปริ” (Nippori Sation) ทานเสร็จจะได้ขึ้นรถกลับที่พักเลย

ตัวร้านจะเข้าซอยไปหน่อย ต้องสังเกตดีๆ ยากต่อการหาเจอ เพราะตอนแรกเราก็หาไม่เจอหรอก

“สิ่งที่ไม่ประทับใจ” (I can’t bear it) .. ภาษาอังกฤษคุณไม่เข้าใจ เราภาษาญี่ปุ่นไม่ชำนาญ สื่อสารกันไม่ได้ ตัวเราเองไม่สามารถกดซื้อได้ทันที เพราะเราต้องใช้เวลาเทียบ “ชื่อเมนูอาหาร” (Food Name) กับ “แถบสี” (Color Tabs) จากภาพ กับ เครื่องกดสั่งซื้ออาหารแบบหยอดเหรียญ ว่าตรงกันไหม? .. เพราะไม่ได้มี “เลข” (Number)

เช่น เมนูหมายเลข 1 เมนูหมายเลขที่ 2 แบบนี้จะสะดวกมากกว่าสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยภาษา ยิ่งเป็นคนที่เดินทางมาคนเดียว (Solo Travel) อย่างเรา ในส่วนตรงนี้ ผู้ที่เปิดร้านอาหาร สามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน กล่าว คือ ทำ “รูปภาพอาหาร” พร้อมใส่ “หมายเลข” กำกับไว้ เพราะ คุณจะตั้งชื่อเมนูอย่างไรก็ได้ แต่ นักท่องเที่ยวเองก็ตัดสินใจจาก “รูปภาพ” และสั่งเป็นหมายเลขอยู่แล้ว  ซึ่งเราเคยสังเกตตาม ร้านอาหาร สถานที่ต่างๆในประเทศไทย เช่น Terminal 21 และ Siam Paragon

แล้วยังมาทำกริยา สีหน้า ท่าทาง เหมือนว่าเราโง่อีก ยังส่งเสียง ทำท่าทาง ภาษามือให้เราออกไปยืนสั่งทีหลัง ให้คนที่เข้ามาที่หลังมาสั่งก่อน ด้วยความที่เราใช้เวลาเทียบเมนูนานด้วยความไม่คุ้นเคย บอกตามตรง พอเราหงุดหงิด รสชาติอาหารมันก็ไม่อร่อยนะ อาหารคุณอาจจะอร่อยก็ได้ คนอื่นอาจจะทายแล้วอร่อย คุณอาจจะได้รางวัลมามากมายหรือเปล่าเราไม่รู้ แต่เราหงุดหงิดมากตอนนััน ทานไม่ค่อยอร่อย มันเค็มมากๆไปหมด เพราะอารมณ์ไม่ดี และคิดว่าคงไม่กลับไปกินอีก และคงไม่แนะนำให้ใครไป

สรุป สั่งอะไรมาก็ยังไม่รู้เลย เพราะ กดมั่วไปหมด  คิดเองเองว่ามันคือ “Soba or Udon + Eggs and Gyoza” ราคารวมประมาณ  1,444 เยน (JPY) ประมาณ 410 บาท (THB) .. พนักงานผู้หญิงพอรู้ว่าเป็นชาวต่างชาติก็ไม่เข้ามาช่วยแนะนำหรือบริการเลย ปล่อยให้เรายืนอยู่คนเดียว

ไม่สนุกนะเวลาที่เราติดขัด เราต้องใช้เวลาในการดูรูปภาพอาหารที่อยากทานก่อนจะเลือก  หลังจากนั้นเทียบชื่ออาหาร สี และเลือกกดอย่างระมัดระวังต้องการการช่วยเหลือ แล้วไม่ได้รับการช่วยเหลือ นี่แหละ คือ “Pain Point” หรือ “จุดที่ลูกค้าเจ็บปวดใจ” หรือ “ปัญหาที่ลูกค้าเจอ” นั่นแหละ

เอาหล่ะ พอทานแล้ว ก็เดินทางกลับด้วยรถไฟสายยามาโนเตะ (Yamanote Line) ที่สถานีนิปโปริ (Nippori Station) กลับที่พักเพื่อพักผ่อนกันเถอะ

โปรดติดตามตอนต่อไป 

#JampayPainPoint