การบวชพระ 26 วัน เราได้อะไรกลับมาบ้าง ?

การบวชพระ 26 วัน เราได้อะไรกลับมาบ้าง ?

เรามุ่งหน้าสู่ การบวชพระ เพราะ อยากฝึก Soft Skills เพิ่มเติม และ อยากทำสิ่งที่ทำให้พ่อกับแม่ ป้า ญาติๆ มีความสุขและเฝ้ารอมานาน ในทางหนึ่ง เหมือนเป็นการลงทุนในตัวเองด้วยเช่นกัน

และแน่นอน เราขึ้นชื่อเรื่อง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น และทำได้หมด ลุยได้หมด ทำไมแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ ถ้าจะทำ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดอยากจะบวช .. มีเพื่อนทักมาบอกว่า “โคตรเหนือความคาดหมายที่มึงบวช”

เอาหล่ะมาเริ่มและลองมองแบบ Growth Mindset และ Critical Thinking ไปพร้อมๆ กันเลย ..


1.ความสามารถในการปรับตัว (Adabtability Skill)

– คนที่ไม่เคยนอนพัดลม นอนห้องแอร์ เรียนห้องแอร์มาตลอด ไม่เคยนอนเตียงไม้หรือพื้นแข็งๆ
ต้องมาอยู่พัดลม นอนบนเสื่อ นอนในที่ที่ไม่สบายเลย

แน่นอน จะให้เราตัดความสบายได้ทันที เราทำไม่ได้หรอก
เราต้องมาอยู่วัดก่อนถึง 5 วัน เพื่อปรับสภาพและลองนอน เมื่อเวลาผ่านไป เราค้นพบว่า เราสามารถปรับตัวได้ดี ในสภาวะแบบนี้

– คนที่อิ่มอร่อยกับมื้อเย็นมื้อใหญ่พร้อมดูนู้นนี่ไปด้วย
ต้องมาเผชิญกับการไม่กินอะไรเลยหลังเที่ยง นอกจากน้ำปานะแน่นอน การอยู่วัดวันแรก ก็เริ่มลองกินน้ำมะพร้าวพร้อมเนื้อ พอวันบวชจริง ก็กินแต่น้ำ จนชิน ก็สามารถทำได้จนถึงวันสึกเลย

ได้เรียนรู้ว่า หลังจากนี้ ต่อให้ลำบากแค่ไหน เราก็อยู่และใช้ชีวิตได้แล้ว

2.การบริหารเวลา (Time Management)

แน่นอนว่า เราให้ความสำคัญเรื่องการตรงต่อเวลามากๆ
เรามักเผื่อเวลาล่วงหน้าเสมอ เป็นปกติ

ที่วัดมีการตีระฆังสวดมนต์เช้า ประมาณ 04.36 น.
แต่เรา เราตื่นเอง 04.27 เวลาเดิมในทุกๆวัน
และเตรียมตัวแปรงพันล้างหน้า เสร็จ 04.45 มานั่งรอ
พระกุฏิข้างๆห่มดองให้เพื่อสวดมนต์
เราเข้าสวดมนต์เช้าทุกวัน บิณฑบาตรในทุกๆวัน
11.00 ต้องเริ่มกินเพล และสิ้นสุด 12.00

3.การควบคุมอารมณ์ (Peace of Mind)

– ได้ฝึกอดทนของอารมณ์โกรธ โมโห

ทั้งที่หิวมากเลยตอนเช้า ต้องบิณฑบาตร ไปกลับ กว่าจะได้กิน กลับมา เหมือนออกกำลังกายในทุกเช้า เหงื่อท่วม
แล้วต้องพิจารณาอาหาร

ทุกวันพระ ก็ต้องสวดมนต์ก่อน
กินไม่เคยทันเขาเลย ไม่ได้กินอะไรที่อยากกิน และต้องกินแต่สิ่งที่มี และจะมีชาวบ้านหนึ่งชอบมารอ เอาสำรับพระใหม่ไปกินที่บ้าน จริงๆ เราสามารถให้ได้ แต่เขาจะหยิบไปทั้งๆที่พระยังฉันไม่เสร็จ ชอบมายืนจ้อง มายืนชี้กับข้าว แล้วก็หยิบไปเลย ต้องคอยบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร ปล่อยเขาไปเถอะ อย่ามีอารมณ์เลย

– คนทุกคนต้องมีเรื่องพวกนี้ “อารมณ์ทางเพศ” เป็นของธรรมดา ..
แต่จะให้จะทำอย่างไรหล่ะ จะให้มาตัดไปในทันที ใครทำได้บ้าง?

การเสพเมถุน .. เป็นผิดที่ระดับสูงสุด ต้องปาราชิก
การช่วยตัวเอง ..เป็นความผิดที่ระดับรองลงมา
การมีอารมณ์ทางเพศ .. เป็นความผิดที่รองลงมา
การอยู่กับผู้หญิงในที่ลับตา .. เป็นความผิดที่รองลงมา

สมมติ อยู่ดีๆ มีอารมณ์ทางเพศขึ้นมา แน่นอนว่า ทุกคนต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ช่วยตัวเอง หรือ ลามไปถึงขึ้นเสพเมถุน ให้คงอยู่ได้แค่ระดับมีอารมณ์ให้ได้

ก็คุยกับตัวเองว่า เรามีอารมณ์จากอะไร แล้วเราต้องทำยังไงวะ แล้วคุยไปเรื่อยๆ มันก็หายไปเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้วในการบวชพระ เพราะหากไม่ยาก คงไม่มีศีล และ ระดับความผิดขนาดนี้

มัน คือ ที่ที่ให้โอกาสเราได้ฝึกจิตใจตัวเองว่า ให้โอกาสเราเอาชนะตัวเองให้ได้ ผิดก็รู้ว่าผิด และมองว่าการบอกว่า ไม่ควรรู้สึก มันอาจจะยากไปสำหรับพระบวชใหม่ แต่ควรบอกว่า ควรควบคุมและพยายามเอาชนะจิตใจให้ได้ ใครบอกทำง่าย มาลองให้ได้ จำไว้ว่า อย่าไปชี้หน้าว่าคนอื่นก็พอ เพราะ ปาราชิก แปลว่า ผู้แพ้ .. มันก็คือ ผู้ที่แพ้ใจตัวเอง

และมันคงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลแหละมั้ง ที่คนเขาอยากให้บวชก่อนค่อยแต่งงานมีครอบครัว

4.สกิลการพูดและสื่อสารในที่สาธารณะ (Public Speaking)

อันนี้ง่ายเลย เราทำเป็นประจำอยู่แล้ว จนไม่มีความกลัวใดๆ ได้มีโอกาสขึ้นเทศนาให้ผู้ถือศีล รวมถึงแม่เองก็มีโอกาสได้มาฟัง ทั้งหมด 2 รอบ เราเอาเนื้อหามาอ่าน ซ้อมพูด และจับใจความก่อนล่วงหน้า 3 วัน ซึ่งการเทศน์ก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี

5.การทำงานเป็นทีมและให้ความร่วมมือ (Teamwork – Collaboration)

เพราะ เรามาเพื่อเรียนรู้จริงๆ จากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ไม่ว่าคุณจะเก่งด้านไหนมาจากไหน มีตำแหน่งใหญ่มาจากไหน หรือ ที่บ้านมีฐานะร่ำรวยแค่ไหน ควรจะลด ego ออกไปก่อนได้ และเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัด เป็นลูกทีมบ้าง ฟังคำแนะนำ เพื่อเรียนรู้และเก็บเกี่ยวในเรื่องที่เราไม่เก่ง และยังต้องเรียนรู้

– สวดมนต์เช้า-เย็น
– รับกิจนิมนต์
– ร่วมประชุมคณะสงฆ์ประจำเดือน
– กวาดลานวัด
– จัดศาลาวัด
– เข้าร่วมฟังสวดปาฏิโมกข์
– ขึ้นทอดผ้าบังศกุล
– ให้อาหารปลา หมา แมว
– ล้างบ่อปลา
– ช่วยดูแลพระอาจารย์

เป็นต้น

6. ทบทวนมารยาทและการวางตัว (Social Graces)

– การกิน การนั่ง การเดิน การพูด การรับฟังจริงๆเหมือนได้ทบทวนมารยาทไปในตัวเลย ควรเดินแบบไหน ควรนั่งอย่างไร ควรกินอย่างไร การพูด  การนิ่งเพื่อฟัง เป็นต้น


โดยสรุป “การบวชพระ” ยังให้อะไรเราอีก ..

ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง คือ ..
ทำไมในสมัยพุทธกาล ได้ฟังธรรมครั้งเดียงถึงบรรลุ เพราะ ผู้คนเหล่านั้น ปฏิบัติมาตลอดอยู่แล้ว ถือพรหมจรรย์ ตัดกิเลสกันอยู่ก่อนแล้วมาเป็นทุนเดิม เหมือนเป็นยุคที่มีนักบวชหาหนทางดับทุกข์จำนวนมากอยู่แล้ว พอได้รับคำสอนที่ถูกต้อง ก็เข้าใจได้ในทันที

ก็เหมือนนั่งคลำ excel มาตั้งนาน
แล้วมีคนมาบอกสูตรที่ถูกต้อง

คนที่ไม่เคยใช้ excel มาเลย หรือ ห่างหายไปนาน
ย่อมใช้เวลาเรียนรู้ที่นานกว่า

ก็เหมือนกันคนที่ไม่เคยปฏิบัติเลย ก็ต้องค่อยๆใช้เวลาฝึกฝนที่นานพอ ให้ค่อยละได้ไปทีละอย่าง จะให้ถือศีล 227 ข้อ ข้อปฏิบัติยิบย่อยอีกทันทีคงเป็นไปไม่ได้

ส่วนใหญ่มองว่า บวชพระ ต้องตัดให้ได้สิ .. ใช่! แต่มันต้องฝึกฝน ต้องใช้เวลา เหมือนให้โอกาสฝึกตัวเอง ตราบใดที่เรายังสามารถชนะใจตัวเองไม่ให้ละเมิดปาราชิก 4 ก็ยังมีโอกาสพัฒนาตนเองได้จนสามารถละทิ้งได้ และมันคือ การเคารพตัวเอง การยอมรับตัวเอง ..

และในความเป็นจริงๆ ปัจจุบัน บทสวดภาษาบาลีทุกบทมีคำแปล แต่มองว่า ในอดีตการท่องจำและทวนบทสวดปาฏิโมกข์และบทต่างๆทุกวันพระ เป็นการบันทึกรูปแบบหนึ่งไม่ให้ผิดเพี้ยน ให้ศาสนาสืบทอดมาได้หลายพันปี

เราเองไม่ได้ค้นพบธรรมะสวยหรูอะไร แต่มีบางอย่างที่เรารู้แก่ตัวเอง แล้วมันมีความสุข พ่อแม่ คุณป้า คุณยาย ญาติปลื้มใจ มีความสุข เราก็มีความสุข ถึงจะตัดไม่ได้ทั้งหมด เพราะ เราเองก็อยากประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจและการลงทุนอยู่

แต่มันก็ทำให้เราได้ Soft Skills เพิ่มขึ้นเยอะเลยถือว่า  Certified ให้กับตัวเอง

และเราขอนิยาม การอยู่วัดทั้งหมด 26 วันนี้ ว่า “26-Day Mini MBA, Soft Skills” หรือเปรียบเหมือนการได้เข้าไปเข้าคอร์สระยะสั้นการบริหารจัดการ และพัฒนาด้าน Soft Skills นั่นแหละ

 

เนื้อหาบทความทั้งหมด เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงและเป็นเพียงมุมมองส่วนตัวหลังจากการได้บวชเท่านั้น ดังนั้น Jampay Thailand ขอสงวนสิทธิ์ในการทำซ้ำ.

อ้างอิง:
Soft Skills