Freemium คืออะไรกันนะ?

Freemium คือ อะไรกันนะ?

“ฟรีเมียม” (Freemium) คืออะไร? แล้วมันดีอย่างไรกันนะ? .. วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน หากพูดถึงคำว่า Freemium หลายๆท่านอาจจะไม่คุ้นหู หรือ ไม่เคยได้ยินมาก่อน

หรือ บางครั้งอาจจะเคยได้สัมผัสในชีวิตประจำวันกันมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าแบบนี้มันเรียกว่าอะไรแต่หากได้ลองอ่านบทความนี้ จะเข้าใจว่ามันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ไปลองศึกษากันเลย!

“Freemium คือ การผสมคำ (portmanteau : พอร์ตแมนโทว์) ระหว่างคำว่า “Free” และ “Premium” หากจะลองแปลความหมายโดยง่ายก็คือ การที่มีทั้งแบบที่ฟรี และแบบสิทธิพิเศษ (นั่นก็หมายถึงการเสียเงินเพื่อได้มา) นั่นเอง โดยอยู่ภายใต้หลักของการตั้งราคาสินค้าและบริการ (Goods & Services Pricing Strategy)  รูปแบบหนึ่ง”- wikipedia.com

โดยปกติ จะใช้กับรูปแบบสินค้าและบริการ ในด้านดิจิตอล (Digital) คอนเท็นต์ออนไลน์ (Online Contents) สื่อ (Publishers) เว็บไซต์ (Websites) ซอฟแวร์ (Softwares) รวมถึงเกมส์ (Games) ด้วยเช่นกัน

ซึ่งจะทำการเสนอการใช้บริการในรูปแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Free) กับผู้ใช้บริการก่อน และในส่วน Premium จะเป็นการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับ ส่วนเพิ่ม (Add-on) ฟีเจอร์พิเศษ (Features) หากเป็นในอุตสาหกรรมเกมส์ ก็จะเรียกว่า เล่นเกมส์ฟรี แต่หากคุณอยากจะมีไอเทมที่พิเศษกว่าคนอื่น คุณก็ต้องเติมเงินเพื่อซื้อไอเท็มต่างๆนั่นเอง



ตัวอย่างการใช้โมเดล “ฟรีเมี่ยม” ที่ทุกคนคุ้นตา

1. Youtube.com

โดยในส่วนหนึ่งของธุรกิจของ ยูทูป (Youtube) ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการ คือ ผู้ที่รับชม (Video Content Viewers) จะต้องเผชิญกับ โฆษณาซ้อนทับ (Ads) ทั้งก่อนและระหว่างรับชมวิดีโอต่างๆภายในเว็บไซต์

แต่หากผู้ใช้ไม่ต้องการที่เห็นโฆษณาเหล่านั้นจากผู้ลงโฆษณา ผู้ใช้ก็สามารถสมัครเป็นผู้ใช้บริการแบบเสียค่าใช้จ่าย (Paid Memberships) ได้นั่นเอง เรียกว่า YouTube Premium  (อัพเดต 6 พฤศจิกายน 2562 เปิดให้บริการในไทยแล้ว)

 

สิทธิประโยชน์ (Privileges)

  • ประสบการณ์การรับชมแบบไม่มีโฆษณา
  • ประสบการณ์รับชมแบบพื้นหลังเมื่อคุณเปิด App อื่น
  • ประสบการณ์รับชมแบบ Streaming แบบ offline และกรณี Music สามารถรับฟังได้แม้จะล็อคหน้าจอ
  • ประสบการณ์รับชมภาพยนต์ คอนเท็นต์เด่นด้วย YouTube Original ซีรีย์ดังอย่างทันใจ (คล้ายกับ Netflix, Viu, WeTV, Prime, AIS PLAY, MonoMax)

หลายๆคนอาจจมีคำถามว่า ..ทำไมเมื่อก่อนถึงเปิดเพลงในยูทูปเป็นพื้นหลังจากเว็บไซต์ในมือถือได้ แต่ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ?..

คำตอบ ใช่ครับ ในอดีตเคยทำได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ (Business Strategy) แบบ ฟรีเมี่ยม นั่นเอง โดยตั้งใจทำให้เรารู้สึกเคยชินและขาดไม่ได้กับฟังก์ชั่นการเล่นแบบพื้นหลัง (Background Tasking) แบบนี้ เมื่อคุณเห็นและเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน (Users) แล้ว คุณพบว่า สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้คุณได้ คุณก็จะทำมัน

ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับ Joox และ Spotify ที่ใช้ลักษณะของการฟังเพลงพื้นหลัง แต่อาจจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างของสมาชิกแบบเสียค่าใช้จ่าย คือ Joox VIP และ Spotfiy Premium กับผู้ใช้ทั่วไป คือ การเลือกรับฟังเพลงได้ตามใจไม่จำเป็นต้องฟังเพลงแบบสุ่มนั่นเอง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ YouTube สามารถสร้างรายได้จากโมเดลนี้

แต่สำหรับในประเทศไทย มีการติดตั้งตัวบล็อคโฆษณา (Ads Block) อย่างแพร่หลายในเว็บ Browser ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่โฆษณาของ ยูทูป (Youtube) และ กูเกิล (Google) แสดงได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในพื้นที่นี้ด้วยนั่นเอง


2. Netflix.com

โดยทาง NETFLIX จะเสนอการให้บริการให้คุณฟรี 1 เดือน ให้คุณได้ลองสัมผัสกับประสบการณ์ใช้และเคยชินก่อนตัดสินใจเป็นสมาชิกแบบเสียเงิน

ซึ่งถ้าใน 1 เดือนนั้น คุณเกิดติดซีรีย์ ภาพยนตร์ หรือ รายการใดๆใน Netflix แล้วละก็ มันคงยากที่จะปฏิเสธการเป็นสมาชิก Netflix รายเดือน ต่อไปนั่นเอง

Netflix ก็ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คุณชื่นชอบการใช้บริการของพวกเขา อาทิ การผลิตคอนเท็นต์ที่ดึงดูดผู้คน คอนเท็นต์ที่อาศัยความต่อเนื่อง คอนเท็นต์ที่มีคุณภาพและรักษาฐานผู้ชมเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถยกเลิกการเป็นสมาชิกได้ตลอดเวลา

สิทธิประโยชน์ (Privileges) 

    • ประสบการณ์รับชมแบบ HD
    • ประสบการณ์รับชมภายหลังรายการออนแอร์ได้ 1 วันทันที่ไม่ต้องรอ 72 ชั่วโมง
    • ประสบการณ์รับชมแบบไม่มีโฆษณาคั่น
    • ประสบการณ์การรับชมแบบ Streamimg

สิทธิประโยชน์ (Privilages)

    • ประสบการณ์รับชมแบบ ULTRA HD
    • ประสบการณ์รับชมพร้อมกันสูงสุด 4 หน้าจอ (ใช้โมเดล
    • ประสบการณ์รับชมแบบ HDR

ซึ่งนอกจากนี้ ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์ คือ
การตั้งราคาแบบหลายราคา (Decoy Pricing)  เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้บริการเลือกจ่ายตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ยกตัวอย่างข้างต้น .. ที่ราคาทั้ง 4 ระดับของ NETFLIX
ผู้ใช้บริการจะเริ่มเปรียบเทียบความคุ้มค่าและความสมเหตุสมผล โดยที่เปรียบเทียบราคา 2 ระดับแรก โดยหากจ่ายไปแล้วยังไม่ได้บริการแบบ HD แถมยังสามารถรับชมได้เพียงแค่ 2 คน

ผู้ใช้บริการจึงมีแนวโน้มจะยอมจ่ายเลือกบริการด้วยราคา Premium มากที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทอยากให้ผู้ใช้เลือกเป็นสมาชิกมากที่สุดนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม iPhone จากค่าย Apple กับ กลยุทธ์การตั้งราคา


3.Viu.com

เป็นเว็บไซต์ดิจิตอลคอนเท็นต์จากต่างประเทศ และอีกเช่นกัน เปิดให้บริการให้ผู้ใช้บริการรับชมภาพยนตร์ (Movies) ซีรี่ย์ หรือ ซีรีส์ (Series) รายการวาไรตี้ (Varieties) โดยหลักๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคอนเท็นต์ที่เป็นที่รู้จัก จากประเทศเกาหลี (Korean Contents) และภายหลังเริ่มมีการเพิ่มรายการของประเทศไทยเข้าไปมากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของแพลตฟอร์มนี้ในประเทศไทย

สิทธิประโยชน์ (Privileges) 

    • ประสบการณ์รับชมแบบ HD
    • ประสบการณ์รับชมภายหลังรายการออนแอร์ได้ 1 วันทันที่ไม่ต้องรอ 72 ชั่วโมง
    • ประสบการณ์รับชมแบบไม่มีโฆษณาคั่น
    • ประสบการณ์การรับชมแบบ Streamimg

มันคือการให้ประสบการณ์ความคมชัดในการรับชมและการได้รับชมซีรีย์ รายการที่คุณชื่นชอบอย่างต่อเนื่องและทันใจ ซึ่งหากผู้เป็นผู้ชมแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย คุณก็จะได้รับการรับชมในคุณภาพแบบปกติ และต้องรอชมภายหลัง ซึ่งช้ากว่าผู้ที่เป็นสมาชิกนั่นเอง หากคุณเป็นคนติดซีรีย์แล้วหล่ะก็ โมเดล VIU Freemium นี้เหมาะสำหรับคุณแน่นอน!


4. Games (Case Study : Lineage II Revalution)

เรามาถึงจุดเริ่มต้นในการใช้กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า ที่เป็นต้นฉบับของการตั้งราคาสินค้าแบบนี้กันบ้าง นั่นคือ เกมส์ (Games) นั่นเอง ..

โดยทั่วไปเกมส์ทุกเกมส์ จะเปิดให้ทุกท่านได้เล่นกันฟรีๆ อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการจะมีไอเท็มเจ๋งๆที่พิเศษกว่าคนอื่น ก็จะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อมา

หรือถ้าภายในเกมส์มีระบบการตีบวกของ ก็จะมีไอเท็มประเภทป้องกันการตีบวกล้มเหลวมาให้คุณได้จับจอง หรือส่วนผสมหายากที่ปกติต้องทำการล่ามอนเตอร์หรือบอส

แต่ผู้พัฒนาเกมส์ก็จะมีกล่องสุ่มไอเท็มเหล่านั้นมาให้คุณซื้อ ช่วยคุณประหยัดเวลา และคุณจะเทพได้ไวขึ้น หรือแม้กระทั่งการที่มีชุดแต่งตั้วแบบพิเศษๆ สวยๆ เท่ๆไม่เหมือนใคร ให้ท่านได้ร่วมกิจกรรมตามระยะเวลา ฯลฯ

เหล่านี้เป็นต้นแบบของ การเปิดใช้ให้บริการฟรี และการเก็บเงินสำหรับฟีเจอร์พิเศษนั่นเอง สิ่งเหล่านี้เรียกว่า Happy-to-pay หรือ “ความเต็มใจจ่าย” (Willingness-to-pay)


5. Softwares (Case Study : Adobe XD)

ในอดีตโปรแกรมตระกูล Adobe เป็นโปรแกรมที่ทุกท่านต้องซื้อแผ่นมาติดตั้งลงเครื่อง และมีการให้ผู้ใช้บริการได้ทดลองใช้ฟรีๆ 30 วัน หลังจากนั้นทำการซื้อคีย์มาเพื่อใช้บริการ ซึ่งมันก็ง่ายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างที่เราทราบกันดี

แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทาง Adobe ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ โดยนำตัวเองไปอยู่บนระบบ Cloud เพื่อให้สะดวกกับผู้ใช้บริการ และป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์การใช้บริการ ด้วยการสั่งซื้อและยืนยันด้วย Abode ID

รวมถึงการเสนอ แพ็คเกจ (Package) ที่รวมหลายๆโปรแกรมไว้ ให้ผู้ใช้บริการ มีระดับราคาที่หลากหลายมากขึ้น สำหรับนักเรียน นักศึกษา บุคคล รวมไปถึงระดับองค์กร

Adobe XD

โปรแกรมน้องใหม่ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการนำเสนองานกับลูกค้า หรือ สำหรับลูกค้าต้องการเสนองานให้กับนักออกแบบ ซึ่งโปรแกรมเปิดให้ดาวน์โหลดและใช้ฟรี แต่หากคุณอยากจะมีฟีเจอร์พิเศษๆ พื้นที่จำกัดต้นแบบเยอะขึ้น คุณก็ต้องจ่ายเงินนั่นเอง

สิทธิประโยชน์ (Privilages)

  • ใช้งานพื้นที่ Cloud ได้มากกว่า 2 GB
  • Share ตัวอย่างงานได้มากกว่า 1 ผลงาน
  • มี Font ให้ใช้มากขึ้น

โดยสรุป การเปิดใช้บริการสถานีรถไฟฟ้าตามสายต่างๆ ก็ยังได้เห็นโมเดลนี้เช่นกัน เช่น การเปิดให้ทดลองใช้ฟรี 1 อาทิตย์ – 1 เดือน เช่น “สถานีกลางบางซื่อ” หรือ รถไฟฟ้าใต้ดินส่วนต่อขยายนั่นเอง ซึ่งข้อดีของโมเดลนี้ คือ เราได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้ทดลองใช้บริการของเราก่อนว่า ดีหรือไม่ดี แล้วนั่นเอง จนเมื่อใช้ไปจนรู้สึกว่ามันขาดไม่ได้ หรือ มันดีพอที่จะใช้บริการต่อ ก็ถึงเวลาของผุ้ให้บริการ ที่จะเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้าง ทุกท่านพอจะเริ่มเข้าใจคำว่า “ฟรีเมียม” กันมากขึ้นแล้วใช่ไหม ..   เริ่มพอเข้าใจแล้วใช่ไหนว่ามันเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่ หากทุกท่านกำลังมองหาโมเดลการตั้งราคาสินค้าของท่าน ลองศึกษาประเภทธุรกิจของท่าน ลักษณะสินค้าของท่าน เพื่อให้ทุก ๆ ท่าน สามารถนำเอาโมเดลการตั้งราคาสินค้าไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจของตนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

อ้างอิง:
ความหมายของฟรีเมียม
การตั้งราคาสินค้า 
YouTube Red เปลี่ยนเป็น YouTube Premium
Adobe XD

ผู้สนับสนุนบทความนี้

Sponsorships, Jampay, Jampay Thailand, แจมเพย์, แจ่มใส, jamsai, jamplay