Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว DAY1

Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว – DAY1

จุดเริ่มต้น

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ก่อนอื่นต้องบอกอย่างนี้ว่า มันเป็นสิ่งที่พังทลายความรู้สึกของเรามากๆ เหมือนสายฟ้าผ่าลงมากลางอก ทำไมเราต้องเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย  คือ พวกเราได้ทำการ จองตั๋วเครื่องบิน ทริปไปเที่ยวญี่ปุ่น ไว้ทั้งหมด 9 วัน รวมเดินทางเป็น 11 วัน และตัดสินใจไปกับแฟนของเรา แต่ด้วยเหตุที่แฟนเราได้งานใหม่กะทันหันและไม่สามารถลาไปได้  ตอนแรกเราตัดสินใจว่าเราจะไม่ไป เพราะแฟนเราไม่ได้ไป มันจะสนุกและมีความหมายอะไร

หลายๆคนอาจจะบอกว่า ไปเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องเสียใจไปเลย จริงๆคือ เราวางแผนไว้ว่าจะไปในอีก 5 ปีข้างหน้า อยากตั้งใจสร้างสินทรัพย์ให้มั่นคงเสียก่อน แต่ว่าแฟนของเราอยากไปมาก เราจึงยอมเปลี่ยนแผนชีวิตของเรา และตัวเราเองหาเวลาว่างได้น้อยมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเราทั้งคู่ วางแผนกันไว้ว่า เราจะไปครั้งนี้ให้สุดๆไปเลย เราเองก็ตั้งใจเปย์เต็มที่ แล้วกลับมา ก็จะตั้งใจทำงานเก็บเงิน สร้างความมั่งคั่งต่อไป

และอีกแค่อาทิตย์เดียว เราก็จะไปญี่ปุ่นด้วยกัน ทำตามแผนชีวิตที่วางเอาไว้แล้วทุกอย่างอย่างดี แฟนเราก็ทำแผนเที่ยวไว้หมดแล้ว พวกเราตื่นเต้นกันมาก และจะได้ดำเนินชีวิตไปอย่างที่วางเอาไว้ แต่มันก็พังทลายเสียก่อน เรารู้สึกโกรธอะไรบางอย่างที่ทำให้เราต้องเจอเรื่องแบบนี้ ขนาดเราเป็นคนเข้มแข็งมากๆเรายังเผลอร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกที่เข้าใจแฟนเรามาก มันพังทลายไปหมดแล้ว

ถึงเราเองเคยชินในเดินทางไปทำงานตัวคนเดียวบ่อยๆ แต่ก็แอบกังวลเล็กๆ เราตัดสินใจเดินทางไปญี่ปุ่นคนเดียว .. เพื่อไปถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ ให้แฟนดู และเหมือนว่าเธอมากับเราตลอดเวลา รวมถึงกึ่งๆปรับเปลี่ยนจากการพาสาวไปเที่ยว  เป็น การเที่ยวชม (Sightseeing) ในโตเกียว (Tokyo) รอบทิศทางเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆแทน เพื่อเปิดมุมมองของตัวเองมากขึ้นแทน และเพื่อให้ได้อะไรกลับมาบ้าง

เอาหล่ะ .. หลังจากเกริ่นนำมาพอสมควร เราจะเริ่มเล่าการเดินทางผ่านมุมมองของเรา ไปเริ่มกันเลย


Remind: ทำความเข้าใจร่วมกัน 

  • สิ่งที่จะได้มากกว่า (Values) คือ สิ่งที่ได้จากการสังเกต มุมมองในการดำเนินธุรกิจ การตลาด และ การลงทุน มุมมองของผู้บริโภค รวมถึงมุมมองที่เข้าใจ “มือใหม่” เพราะ บางครั้งคนเราเขินอายที่จะถามคนอื่นว่าตัวเองไม่รู้ แต่สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราว่ามีคุณค่ากับผู้อ่าน .. นอกเหนือภาพสวยๆ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพราะเราถ่ายรูปไม่เก่ง และภาพถ่ายจะไม่มีการแต่ง เกิดจากการปรับแสงหลังกล้องเฉยๆ ไม่มีการปรับความตรงใดๆ อาจจะดูเบี้ยวๆนิดนึง เพราะถ่ายมาเยอะมากครับ และจัดการภาพเยอะๆไม่เป็นด้วย และการไปครั้งนี้เราแทบไม่มีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวอะไรมากมาย
  • จะมีการแสดงโฆษณาคั่นระหว่างบทความ (In-Article Ads) โดยทางเราจะระมัดระวังไม่ให้ขัดกับประสบการณ์ในการอ่านของผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ต่อไป และหากมีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนบทความ ผู้อ่านทุกท่านจะได้รับประสบการณ์การอ่านแบบไม่มีโฆษณา
  • เพื่อเพิ่มอรรถรส (Utilities) เราจะมีชื่อเพลงที่เราเปิดในตอนนั้นระบุไว้ให้ ผู้อ่านสามารถเปิดเพลงนั้นๆเป็นพื้นหลังระหว่างการอ่านได้เช่นกัน เหมือน คุณผู้อ่านเข้ามาชมห้องแสดงงานศิลปะของเรา จะได้เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกขณะบันทึกภาพเหล่านั้น
  • เป็นใช้การพิมพ์เนื้อหาแบบบอกเล่ายาวๆ บางครั้งคำผิดต่างๆ ที่อาจจะ “เล็ดลอด” สายตาเราไปได้ แต่เรากลับมาอ่านอีกครั้ง และพยายามแก้ไขคำไทยให้ถูกเสมอ หรือหากพบเห็น ก็สามารถแจ้งทางเราได้ และเมื่อแก้ไขแล้ว จะมีเครื่อง “…” ไว้ให้ เพื่อเป็นคำที่ถูกต้อง รวมถึงมี (…) ภาษาอังกฤษไว้ให้ สำหรับคำที่เรามองว่าเป็นประโยชน์

วันที่ 0

เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง 

PAIN POINT #1 : เตรียมตัว วางแผน ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศคนเดียว (Solo Travel) อย่างไรดี?

การที่ต้องออกไปเผชิญโลกคนเดียว เหมือนไปออกรบอย่างโดดเดี่ยวเลยนะ มันเคว้งคว้างว่างเปล่ามากๆ เพราะ ปกติจะมีคนคอยดำเนินการทุกอย่างให้ และมีคนคอยช่วยเหลือ แต่อันนี้เราต้องไปเผชิญมันคนเดียวทุกอย่าง แต่เราก็คิดว่าในอีกทางหนึ่งมันก็ดีนะ ได้พัฒนาตัวเองด้วยเช่นกัน เอาหล่ะไปเริ่มพูดถึงในส่วนต่างๆกันดีกว่า

1.จัดเตรียมกระเป๋าเดินทาง อย่างไร (How to Prepare Your Baggages)

การจัดกระเป๋าของเรา จะใช้ “ซองพลาสติกซิปใส” (Plastic Zipper Bag) พับใส่แยกไว้เป็นส่วนๆ อาทิ ซองถุงเท้า 1 ซอง ซองกางเกงใน 1 ซอง ซองกางเกงนอนกางเกงสบายๆ 1 ซอง ซองเสื้อนอน 1 ซอง เอาง่ายๆว่าอย่างละ 1 ซอง โดยเมื่อใส่เสื้อผ้าเสร็จก็รีดอากาศออกจากถุงก่อนรูดซิปปิด ถ้าใครมีที่ดูดฝุ่นก็ใช้ช่วยในการดูดอากาศออกก็ได้ ราวกับการแพ็คสูญญากาศเลยครับ เพื่อให้ประหยัดพื้นที่ภายในกระเป๋า โดยอาศัยการใช้ประโยชน์จาก ซองพลาสติกของเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยนี่แหละขนาดซองกำลังดีกระเป๋าเดินทาง เพราะถ้าเสื้อผ้าไม่มากพอ แล้วไม่ได้ใส่ซองแยกไว้แบบนี้ มีกระจายเละเทะแน่นอน

ซองใสสำหรับเครื่องใช้ส่วนตัว เราเลือกใส่ใน “กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง” (Carry-on Luggage) เพื่อสะดวกในการนำออกมาใช้หากต้องการ และสะดวกหากผ่านเครื่องตรวจสัมภาระต่างๆภายในสนามบิน สำหรับสิ่งของพวกนี้เราใช้ประโยชน์จากซองเสื้อ ARROW มาใช้ พอดีกับขนาดเลย โดยจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ไม่เกิน 100 มล.(ml) ต่ออันเอาไว้ อาทิ น้ำหอม โฟมล้างหน้า ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิวหน้า เบบี้ออยล์ สเปรย์ระงับกลิ่นกาย ยาสระผม รวมกันไม่เกิน 1,000 มล.(ml) สำหรับผู้ชายมันก็จะง่ายๆแบบนี้แหละครับ

ทำไมต้องเอาใส่ถุงซิปแบบนี้ นอกจากจะสะดวกแล้ว ยังป้องกันของเหลวเหล่านี้เลอะเทอะกระเป๋าเดินทางของเราเองเวลาเดินทาง รวมถึงของผู้อื่นด้วย ขนาดใส่ถุงซิปและยังไม่ได้ไปไหนเลย ยังเลอะเทอะอยู่ภายในอยู่พอสมควร

Solo Travel, Tokyo, เที่ยวโตเกียวคนเดียว, Pain Point, 2019

 

ส่วน เสื้อยืด (T-Shirts) เราจะพับแล้วม้วนเป็น โรลล์ (Rolls) จากนั้นเอาหนังยางรัดไว้ และเสื้อพวก โค้ท (Clothes) สูท (Suit) กางเกงสแล็ค (Slack Plants) ที่เราไม่อยากให้มันยับ หรือ มันยับง่าย ก็จะพับหลวมๆเอาไว้ช่องอีกช่องหนึ่งของกระเป๋า รวมถึงรองเท้าหนัง ก็เอาไปเผื่อสลับเปลี่ยน เพราะส่วนใหญ่จะเน้นใส่ รองเท้ากีฬา (Sneakers) มากกว่า

ซึ่งหากสังเกตุ ตัวเราเองจะค่อนข้างมีสิ่งของต่างๆจะไม่เยอะมาก สามารถใส่สิ่งของจำเป็นสำหรับเราทั้งหมดลงใน กระเป๋าเดินทาง (Baggages) ขนาด 24-28 นิ้ว ได้อย่างสบายๆ และจะติดเป็นนิสัยในการเตรียมความพร้อมของกระเป๋าเดินทางไว้เสมอ กล่าวคือ พร้อมทุกสถานการณ์ หากมีการจองตั๋วเดินทางมาให้ไปทำงาน และให้เดินทาง หรือ บินในวันรุ่งขึ้นตอนสายๆ จะสามารถทำได้อย่างไม่ยากนัก

อุปกรณ์ แบตเตอรี่สำรองแบบพกพา (Powerbank Charger) ของเราเป็น 30,000 mAh นำใส่กระเป๋าติดตัวขึ้นเครื่องไป เพราะ “ความจุ” มันใกล้เคียงกับปริมาณที่เขาห้าม นั่นคือ 32,000 mAh จึงเลือกเอาใส่กระเป๋าที่จะนำออกมาให้ตรวจ และให้ความร่วมมือได้ง่ายกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัดล่าช้าต่างๆ เอาง่ายๆคือ อะไรที่อาจได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ หรือเราไม่มั่นใจ ให้นำติดกระเป๋าขึ้นเครื่องไว้เลย เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ส่วนพวกสายไฟ หัวปลั๊กต่างๆ (Adapters) ใส่กระเป๋าเดินทางโหลดใต้ท้องเครื่องไปเลย

2.การเตรียมสำเนาเอกสารระบุตัวตนและเอกสารต่างๆ (How to Prepare Passport, Personal Identity Documents and relatives) อย่างไร
จัดเตรียมพิมพ์เอกสาร สำเนาการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับเอาไว้ สำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาบัตรประชาชน สำเนาหมายเลขยืนยันจองที่พัก สำเนาการจอง “บัตรเติมเงินซุยกะ” (Suica IC Card) สำเนาการจอง Pocket Wifi ไปใช้ในต่างประเทศ ก็ได้ซองซิปใสของ Arrow อีกเช่นเคยนี่แหละ ในการใส่เอกสารพวกนี้

ที่ใช้ถุงซิปเหลือใช้ ประเด็นคือ ขี้เกียจออกไปหาซื้อใหม่ และนำของกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย โดยจะใส่ซองเก็บสำเนาเหล่านี้ไว้ทั้ง กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง และ กระเป๋าเดินทาง เผื่อสำรองไว้รวมไปถึงเราสำรองพวกนี้ไว้ใน อีเมล (e-mail) ส่วนตัวและใน กูเกิลไดรฟ์ (Google Drive) คือเรียกง่ายๆว่าทุกช่องทาง ส่วนตัวเอกสารจริงเก็บไว้กับกระเป๋าติดตัวตลอด

รวมถึงนำซองซิปใสไปเผื่อด้วย สำหรับใส่ใบเสร็จรับเงินต่างๆ ที่ได้มา เพื่อนำมาทำบันทึกรายจ่ายอีกครั้ง

3.เตรียมเงินไปต่างประเทศอย่างไร (How to Prepare Your Budget)

เราแลกเงินสด (Cash) ไว้พกติดตัวสำหรับใช้จ่ายต่างๆ ที่ SuperRich ไว้ประมาณ 50,000 บาท (THB) คิดเป็นประมาณ 175,000 เยน (JPY) อัตราแลกเปลี่ยนที่ประมาณ 0.2825 รวมถึงเตรียมเงินสดสำรองใน “บัตรเดบิต” (Debit Card) ที่มี Visa หรือ MasterCard หรือ อื่นๆ ไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อสำรองในกรณีฉุกเฉินจริงๆ รวมถึงเราถ่ายสำเนาธนบัตร (Banknote) ทั้งหมดไว้ด้วย แนบใน Google Drive ไว้ เรากันกระเป๋าเงินหายหรือถูกขโมย

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก หรือ ทำการแลกเงินครั้งแรก ต้องนำหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต (Passport) หรือ สำเนาพาสปอร์ต (Copied Passport) ไปเพื่อใช้ประกอบในการแลกเงิน หรือ สามารถเขียนใบคำร้องขอแลกเงินมาจากบ้านก็ได้เพื่อความรวดเร็ว หรือจะไปขอคำแนะนำจากผู้ให้บริการที่เคาน์เตอร์ก็ได้

ปัจจุบัน ธนาคารต่างๆ มีบริการบัตรเงินสดระหว่างประเทศ หรือ บัตรเงินสดสำหรับท่องเที่ยว ให้ใช้เราได้ใช้บริการได้แล้ว ให้ทุกท่านสามารถ แลกเงิน โดยเชื่อมต่อกับ “โมบายแบงค์กิ้ง” (Mobile Banking) จากที่ไหนก็ได้ และทำการคงเงินไว้ใน กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) นั้นๆได้ ทุกท่านก็ลองเปิดใช้บริการดูได้ตามความเหมาะสมและความสะดวก

4.ระบุแผนที่ใน กูเกิลแมพ (Google Maps) อย่างไร

เราค้นหาสถานทูตไทยประจำกรุงโตเกียวเอาไว้ แล้วทำการปักหมุดใน Google Maps ตั้งค่าไว้ใน “แผนที่ของคุณ” รวมถึง โรงแรม และสถานที่หลักๆต่างๆ ที่เราสามารถจะยึดไว้เป็นทิศในการเดินทางได้ เพราะ เราไม่รู้ว่า เราจะต้องเจออะไรบ้าง การที่เราทำทุกอย่างนี้ เต็มไปด้วยการคิดรอบด้าน การเผื่อทุกอย่างเพื่อวางแผนรองรับในกรณีฉุกเฉินและเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งในขณะที่เราอยู่ต่างประเทศ เราจะอยู่คนเดียวและบางครั้งการขอความช่วยเหลืออาจจะเป็นไปได้ยาก

  • เปิด Google ใน PC Login ด้วย Gmail → มุมขวา จุด 9 จุด → Google Maps → ตรงช่องค้นหาสถานที่ → ขีด 3ขีด → สถานที่ของคุณ →ปักหมุดสุถานที่→ ตั้งชื่อ → จะถูกบันทึกในแท็บ “สถานที่ของคุณ” → แชร์สถานที่ของฉันไปที่ไดร์ฟเพื่อสำรองไว้ → จากนั้นก็เปิดเข้า Google Maps ในสมาร์ทโฟนดูว่า → ในแท็ปผู้ใช้ → ดูสถานที่ของคุณ จะมีแท็บ “สถานที่ของคุณ” และแท็บ “แผนที่ อยู่ โดยต้องแน่ใจว่า เรา Login ด้วย Gmail แล้วเช่นกัน คุณสามารถใช้ปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณอยากไปได้เช่นกัน

5.เตรียมพร้อมก่อนออกการเดินทาง อย่างไร 

เลือกเดินทางด้วย สายการบิน แอร์เอเชียเอ็กซ์ (AirAsia X) จองผ่าน AirAsia.com โดยเลือกแบบ เที่ยวบินตรง (Non-Stop Flight)  จาก สนามบินดอนเมือง  (Don Mueang Internationnal Airport, DMK) ไปยังสนามบินนาริตะ (Narita International Airport, NRT) เพราะ ไม่ชอบการเปลี่ยนเครื่อง โดยเราซื้อน้ำหนักกระเป๋าไว้ที่  20 กก. ซื้อประกันเดินทาง

สิ่งที่น่าตื่นเต้นจริงๆ คือ เรานั่งรถไฟจากบ้านไปลง สถานีดอนเมือง ซึ่งเรารู้ดีอยู่แล้วว่า บางครั้งรถไฟก็มักจะเสียเวลา และมักมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เกิดความล่าช้า เราก็ได้แต่คำนวณเวลา ว่าเราจะไปถึงสนามบินทันไหม และเพราะเราต้องเผื่อเวลาไปรับ Pocket WiFi ของ SmileWifi ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าประเทศอีก ก็ต้องนั่งลุ้นทุกนาทีว่ามันจะทันไหม แต่สุดท้ายวันนั้นเป็นไปได้สวยทีเดียว

สิ่งควรทำ คือ เช็ควันและเวลาที่ต้องเช็คอินในแน่นอน ควรเผื่อเวลาในการเช็คอินและโหลดกระเป๋า เพราะ คนจะเยอะมาก ถ้าให้ดีก็ทำการเช็คอินออนไลน์มาก่อนเลย และ ผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เผื่อไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนเวลาเรียกขึ้นเครื่อง (Boarding Time) ซึ่งจะเร็วกว่า เวลาบินจริงประมาณ 30-45 นาที เช่น เวลาขึ้นบิน 23.50 น. คุณควรจะมาเช็คอินประมาณ 21.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเปิดให้ทำการเช็คอิน และเข้าไปอยู่ภายใน ประตูทางออกขึ้นเครื่อง (Gates) เอา หากเวลาเหลือ ยังพอมีเวลาให้ได้หาอะไรรับประทาน หรือ เข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทาง

6.การเข้าด้านตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) อย่างไร

ด่านแรกก็ผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก่อน โดยนำ “หนังสือเดินทาง” (Passport) ยื่นให้เจ้าหน้าที่ มีแว่นถอดแว่น มีหมวกถอดหมวก พิมพ์ลายนิ้วมือ ถอดแว่นมองกล้อง เจ้าหน้าที่จะประทับตราเข้า-ออกให้เรา เมื่อเรียบร้อยเขาก็จะคืนให้เรา เราก็จะเดินไปที่ด่านตรวจสัมภาระต่างๆก่อนจะเข้าไปยัง “ประตูทางออกขึ้นเครื่อง” (Gates) ต่างๆ

อันนี้เราแนะนำ เราจะแต่งตัวสบายๆ ไม่มีของตกแต่งอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้สบายมากเหมือนอยู่บ้านนะ ไม่เน้นเสื้อผ้าที่เป็นเข็มขัด เอาเข็มขัดใส่กระเป๋าเดินทางไปเลย รองเท้าจะเป็น รองเท้ากีฬา (Sneakers) เพราะถึงอย่างไร ส่วนใหญ่ก็ต้องใส่ตะกร้า ผ่านสายพานเครื่องตรวจสัมภาระอยู่แล้ว อันนี้เล่าให้ฟังว่า เคยไปที่ กัมพูชา ที่นั่นยังไม่มีประตูตรวจสัมภาระให้เดินผ่าน ก็ต้องถอดรองเท้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น ยิ่งคุณใส่เยอะ คุณก็ต้องถอดเยอะ ต้องมีหลายตะกร้า กว่าจะเก็บของจนครบ กว่าจะใส่ของจนครบ ใช้เวลาค่อนข้างนาน และจะติดขัดอยู่ตรงนั้น ส่วนแบตฯสำรองแบบพกพา และ Pocket Wifi เราเอาออกมาจากกระเป๋าใส่ตะกร้าผ่านเครื่องตรวจฯ ให้เจ้าหน้าที่เห็นเลย เพื่อความรวดเร็ว ไม่ต้องมาโดนกักเพื่อขอตรวจค้น

7.กรอกเอกสารใบตรวจคนเข้าเมืองและใบศุลกากร (Disembarkation Card and Customs Declaration) อย่างไร 

ตรงนี้แหละ ทำไมถึงบอกให้ทำสำเนาเอาไว้ หรือ จะบันทึกรูปภาพไว้ใน “สมาร์ทโฟน” (Smartphone) ของท่านก็ได้ เพราะในบางจังหวะเราไม่มีอินเตอร์เน็ต บางครั้งคุณเป็นมือใหม่ ไม่รู้ว่าต้องเอาใบแบบนี้จากไหนมากรอก ตอนที่คุณอยู่บนเครื่องบิน พนักงานต้อนรับของสายการบินจะแจกทั้งสองใบนี้ให้บนเครื่อง จะทำให้ไม่สามารถกรอกข้อมูลเบื้องต้นโรงแรมที่พักได้ หรือ ไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันกับเจ้าหน้าที่ได้ มันจะยุ่งยากในการกรอกเอกสารตรวจคนเข้าเมืองในฝั่งต่างประเทศ ยิ่งถ้าเราไปคนเดียว ไม่ได้ไปกับทัวร์ หรือ กลุ่มเพื่อนแล้วด้วย จะยิ่งลำบาก และหากไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยแล้ว จะยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก



Solo Travel in Tokyo เที่ยวโตเกียวคนเดียว

DAY 1

หลังจากใช้เวลาบินทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมง จาก สนามบินดอนเมือง พอมาถึงที่ สนามบินนาริตะ  เวลาเร็วกว่าที่ประเทศไทย 2 ชั่วโมง สำหรับนาฬิกาของเรา เราใช้ รุ่น CASIO G-SHOCK GST-B100 พอเปิดเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และ กดเม็ดมะยมด้านล่างซ้าย 2 วินาทีเชื่อมต่อนาฬิกากับแอพฯ แล้วเวลาในสมาร์ทโฟนปรับเป็นที่ตั้งปัจจุบัน นาฬิกาก็จะปรับหมุนเข็มให้เอง เวลาที่ปรับแล้วก็จะเที่ยงตรงกว่าเราปรับเองมาก ก็มีประโยชน์เหมือนกัน

ในส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่กังวล เมื่อลงจากเครื่องบินมาแล้ว ให้มองหาคนไฟล์ท หรือ เที่ยวบินเดียวกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เอาคนที่นั่งติดๆใกล้ๆเราก็ได้แล้ว เดินตามเขาไปเลย เวลาเขาเดินไปไหน เพราะยังไงทุกคนก็ต้องไปเอากระเป๋า ผ่านด้านตรวจคนเข้าเมืองด้วยกันทั้งนั้น หรือ ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็เดินไปเรื่อยๆ หารูปป้ายกระเป๋าเดินทาง (Baggages) หรือ รูปหนังสือเดินทาง หรือ คำว่า “Customs” หรือ “Immigration” แล้วก็ทำเหมือนขาออกมาจากประเทศไทย

โอเค พอออกมาจากอาคารผู้โดยสารได้ เราต้องไปเอา “บัตรซุยกะ” (Suica Card) ที่ชั้น 2 ของ Ternimal อันนี้ จองผ่าน Klook มา มีค่าบริการการจองนิดหน่อย บัตรนี้จะเป็นบัตรสำหรับเติมเงินเพื่อจ่ายแทนเงินสด โดยสามารถซื้อน้ำจากตู้หยอดเหรียญ รถโดยสารสาธารณะต่างๆ รวมถึงร้านอาหารที่มีสัญลักษณ์ของบัตร และสามารถเติมได้ที่ตู้ที่ให้บริการ

ตอนนั้นเราหาที่ Terminal 2 ไม่เจอ เลยลองไปหาที่ Ternimal 1 แต่จะไป Terminal 1 ทางมันงงๆ เหมือนจะไม่มีทางเชื่อมกันภายในอาคาร ก็เลยรองไปถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ว่า “Central Buildings” (อาคารกลาง) เนี่ย มันไปยังไง คุณลงเขาก็เปิดเอกสารในมือบอกว่า ให้ออกไปนอกอาคาร แล้วไป Shuttle Bus หมายเลข 6 กับ 18 เราก็ไปตามนั้น

สิ่งที่น่าประทับใจและอุ่นใจสำหรับนักท่องเที่ยว คือ เจ้าหน้าที่แทบทุกคนจะมีคู่มือในมือคอยสนับสนุนทุกท่านอยู่แล้ว เราก็ขึ้นรถบัสสนามบนิ ไปจนถึง เทอร์มินอล 1 ชั้น 2 จะเป็นเคาน์เตอร์สีขาวเล็กๆ มีป้าย Klook อยู่ ก็ยื่นบาร์โค้ดรับบัตรให้เขา เขาก็สแกนแล้วก็ให้บัตรเรามา

จากนั้นก็ต้องเข้าตัวเมืองโตเกียว ทุกท่านสามารถไปโดยรถไฟทั้ง Keisei Line Skyliner ไปลง Ueno Station หรือสายอื่นๆก็ได้ โดยลงไปที่ชั้น B1

แต่ตอนนั้นเราเลือกไปด้วยรถบัสค่าย Keisei Bus สีเขียวๆ จะมีเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วอยู่ตรงทางออกเลย ราคา 1000 เยน (JPY) ประมาณ 280 บาท (THB) โดยขึ้นที่ Platform 31

เจ้าหน้าที่ก็จะขอดูตั๋วเรา และให้เราไปยืนเข้าแถวรอ และนำ ฉลากหมายเลข (Tracking Labels) มาติดกระเป๋าเดินทางให้ 1 ใบ ก่อนนำใส่ใต้ท้องรถบัสให้ ซึ่งหากคุณมีมากกว่า ก็ถือขึ้นรถไปได้ครับ  ใช้เวลาเดินทาง 1-2 ชั่วโมงมาลงที่ใกล้ๆ สถานีโตเกียว (Tokyo Station) จากนั้นเราก็ต้องเดินต่อไปที่โรงแรมอีกประมาณ 300 เมตร

ความบันเทิงอย่างแรกเลย เมื่อถึงโรงแรมที่พักหลังจากเหนียวเนื้อตัวมาตลอด 10 กว่าชั่วโมง คือ เช็คอินได้ 17.00 ซึ่งเราลงเครื่อง ไปถึงโรงแรมประมาณ 10.00 น. เพราะปกติเวลาเช็คอินส่วนใหญ่จะประมาณ 14.00 ตอนนัั้นอยากอาบน้ำนอนมาก อย่าลืมว่า เรานั่งรถไฟมาด้วยก่อนบินมาที่ญี่ปุ่น เราเองก็ลืมแจ้งไว้ว่าจะขอเช็คอินก่อน และลืมดูเวลาเช็คอินของโรงแรม และด้วยการเปลี่ยนโรงแรมที่พักแบบ “กะทันหัน”

โรงแรมที่เราพักชื่อ “First Cabin Kyobashi” (ファーストキャビン京橋 ) ใน โตเกียว (Tokyo) โรงแรมในเครือ First Cabin เป็นโรงแรมลักษณะแคปซูล (Hostel) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโรงแรมกะทันหันก่อนออกเดินทาง เพราะต้องไปคนเดียวแล้ว จึงเลือกแบบง่ายๆ ไปคนเดียว เอาไว้แค่นอนหลับ โดยจองผ่าน Booking.com จริงๆตั้งใจจะจองผ่าน Agoda.com  แต่มันก็เจ้าของเดียวกันแหละ เพราะแอบอยากสะสมแต้มในบัญชี Agoda มากกว่า เพราะค่าโรงแรมไม่ใช่น้อยๆ

แต่เอาหล่ะ ในเมื่อยังเช็คอินไม่ได้ ก็ฝากกระเป๋า เข้าห้องน้ำ แล้วออกไปเดินเล่น!


วันที่ 1

เริ่มต้นด้วยถ่ายออกมาเดินถ่ายรูป แบบมึนๆ 

Song : ♫ กอดความเจ็บซ้ำ – Safeplanet

 

เริ่มต้นจากการฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วออกมาเดินเล่นรอเวลาเช็คอิน เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Sukiya  มีคนมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ แล้วก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาอะไรทานสักหน่อยก่อนจะไปเดินเล่น

เป็นร้านขายอาหารญี่ปุ่นจานด่วนสัญชาติญี่ปุ่น (Japanese Fast Food) คนมานั่งทานเต็มร้าน ตอนเราไป มีโปรโมชั่น “ชุดข้าวหน้าเนื้อ” (Beef Rice Bowl Set Meal) ราคา 500 เยน (JPY) พอดี ในช่วงเวลา 11.00-14.00น. (5 a.m. – 2 p.m.)

เราก็ชี้เลยว่า เอาเมนูนี้แหละ เรียกได้ว่า สั่งเสร็จปุ๊ป เรานั่งลง พนักงานคนหนึ่งเอาน้ำมาบริการ พนักงานอีกคนก็ตักซุป ตักผัก หยิบไข่ใส่ถ้วย ตักข้าว ตามด้วยตักเนื้อผัด ใช้เวลาไปเกิน 1 นาที ก็ได้ทานแล้ว

ต้องบอกว่า รสชาติอยู่ในระดับที่ดีเลย เพิ่มรสชาติด้วยการตอกไข่ใส่ข้าวแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ซดน้ำซุปร้อนๆก่อนเพื่อเรียกน้ำย่อย หลังจากนั้นก็ใช้ตะเกียบกวาดข้าวเปล่าพร้อมเนื้อและหัวหอมเข้าปาก หายเหนื่อยจริงๆ แถมทานเสร็จแล้วอิ่มเหมือนกันนะ ตอนแรกเราคิดว่าจะไม่อิ่ม

 

พอทานข้าวเสร็จ เราก็ออกไปเล่นไปเรื่อยๆ เดินไปทาง “สถานีโตเกียว” (Tokyo Station) เราก็อยากจะเข้าไปถ่ายรูปให้ดูว่า สถานีโตเกียว มันเป็นอย่างไรบ้าง ระหว่างทางก็เจอสถานที่ เหมือนเป็นตลาดนัดย่อมๆ ก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปมา ตั้งอยู่หน้าสถานี แล้วก็เห็นป้ายสถานีเด่นชัด

หากคุณข้ามฝั่งถนนมา เดินเข้าไปทางเข้าหลัก (Main Gate) ในสถานี ก็ต้องมึนแน่นอน เพราะ ผู้คนมากมายมาก เดินสวนกันไปมาอย่างรวดเร็ว มีป้ายบอกไปรถไฟสายต่างๆเต็มไปหมด

อาจจะเริ่มรู้สึกควรจะไปทางไหนดี? ให้คุณลองเดินไปทางซ้าย หรือ ขวา จะพบว่า จะมีผู้คนเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน ลองเดินลงไปดู คุณจะพบอีกว่า มีร้านอาหาร ร้านขายขนมต่างๆมากมายมองไปสุดสายตา ซึ่งคนก็เยอะไม่แพ้กัน เอาหล่ะ คงพอได้เห็นภาพกันแล้วว่าเป็นอย่างไร

บางคนถามว่า “สถานีกลางบางซื่อ” (Bangsua Central/Grand Sation) สร้างเสร็จแล้วจะมีประโยชน์อย่างไร เราได้ให้ความเห็นไว้แล้วว่า จะมีลักษณะเดียวกัน “สถานีโตเกียว” นี่แหละ

เราก็เดินถ่ายรูปตามสิ่งที่เราเห็นไปตลอดทาง

ไม่ใช่แค่เราสินะ ที่ไม่รู้จะไปไหน หาสถานที่ไม่เจอ แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังต้องหยุดพักใช้เวลาในการหาเส้นทางไปยังสถานที่ต่างๆ เปรียบเทียบง่ายๆ ก็อารมณ์เหมือนเวลาเราเข้าไป กรุงเทพฯ (Bangkok) ครั้งแรก เราก็ไม่รู้จะไปทางไหนเหมือนกัน

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มและร่มรื่น ทางเดินเท้า (Footpath) ที่สวยงาม ส่วนตัวเราชอบกระเบื้องใหญ่ๆ สีเรียบๆแบบนี้อยู่แล้ว ตัดกับต้นไม้ที่ “เขียวชอุ่ม” ทำให้เราชอบมากๆทีเดียว

เดินมาอีกสักหน่อย เราก็จะเจอ อาคารสีส้มอิฐ ซึ่งก็คือ อีกด้านหนึ่งของสถานีโตเกียว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คือสถานที่สำคัญ เราพบผู้คนมากมาย ถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้ แต่ที่แปลกตาออกไป คือ มีกลุ่มนักเรียนจำนวนมาก

ให้อารมณ์ของการมาทัศนศึกษา (Field Trips) ในโตเกียว  ผู้คนตอนที่เราไปมีจำนวนมากจริงๆ โดยเด็กๆก็ “ผลัดกัน” ต่อแถวเข้าไปถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้

หลังจากนั้น เราก็เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อจะลองเดินไปฝั่งพระราชวังหลวงโตเกียว (The Tokyo Imperial Palace) ทางที่เดินไปเต็มไปด้วยความร่มรื่น เชียวชอุ่ม ของบรรยากาศโดยรอบ ความเงียบสงบ อากาศเย็นๆประมาณ 24 องศา ท้องฟ้าเปิด

สวยงามมาก ไม่แปลกใจ ทำไมผู้คนมายืนถ่ายรูปกันตรงนี้มากมาย ทั้งคู่รัก กลุ่มคน คณะทัวร์ต่างก็มายืนกันตรงนี้ เพื่อภาพรูปมุมนี้ ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะถ่ายมาฝากเพื่อนๆ ผู้อ่านเช่นกัน

Song : ♫ พริบตา – Safeplanet

หลังจากเดินมาหลายกิโลเมตร และค่อนข้างหิวน้ำ และนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้ทานกาแฟตอนเช้าเลย เดินข้ามฝั่งกลับจากเขตพระราชวังมา ก็จะพบกับโซนตึกที่เรียงรายสวยงาม ด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่กั้น มีต้นไม้เขียวเรียงราย เราชอบรูปแบบตึกแบบนี้นะ มันดูเรียบง่าย แต่หรูหรา ทั้งตึก ถนน โคมโฟ รถ ผู้คน มันดูสบายตามากๆ

เมื่อเดินเข้ามายังโซนถนนแห่งหนึ่ง ก็จะพบว่า มีผู้คนเดินอยู่พอสมควรในตอนนั้น และ มีร้านค้าแบรนด์ต่างๆสองข้างถนน โดยที่สะดุดตาก็คือ มีร้านขายกาแฟซึ่งเป็นรถขนาดเล็ก อยู่กลางถนน  โต๊ะและเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งก็อยู่กลางถนนเลย ซึ่งน่าสนใจดี  แสดงว่าถนนเส้นนี้น่าจะเป็นถนนที่ไว้สำหรับให้ผู้คนเดินเล่น ถนนเส้นนี้ชื่อ “Marunouchi Naka-Dori Ave.”

เราเลยสั่งกาแฟอเมริกาโนเย็น (Iced Americano) ไป ตอนแรกคุยกันไม่รู้เรื่อง เขาทำร้อนมาให้ แล้วเราก็บอกว่าไม่ใช่ๆ เราสั่ง “Iced” เขาก็เลยทำท่าทีบอกว่า” อ๋อ! ไอ-ซึ” เราก็งงไปสักพักว่า อ๋อ มันก็ต้อง “ไอ-ซึ” หรอ แต่มันก็มีแค่ HOT กับ ICED นะ ถ้าสั่งก็ไม่น่าจะพลาดกันไกลขนาดนั้นได้ แต่ก็ไม่เป็นไร ก็จำเอาไว้

ราคา 450 เยน (JPY) คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 128 บาท (THB) ไป แล้วก็มานั่งที่โต๊ะ ก็พบว่า ที่โต๊ะมี Free Wifi ให้ด้วย นั่งเล่นกินลมชมวิวไปสักระยะ ช่วงเวลาก็ใกล้จะเย็น ท้องฟ้ามืดไว พบว่า ผู้คนที่มาเดินถนนเส้นนี้ เริ่มเยอะมากขึ้น ทั้งหนุ่มสาวมากันเป็นคู่

รสชาติของกาแฟปกติ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ .. แก้วของทางร้านไม่มีโลโก้ (No-Logo) และใช้ หลอดกระดาษ (Paper Straw) พอกำลังจะลุกเพื่อไปเดินสำรวจต่อ แต่ก็หาถังขยะไม่เจอ เราก็เลยเดินถือออกจากร้านมาเพื่อเอาไปทิ้งที่อื่น แต่เจ้าของร้านก็เรียกเราเป็นภาษาญี่ปุ่น ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเรียกเรา แต่คิดว่า เรียกเราหรือเปล่านะ ก็หันไปดู เขาก็กวักมือเรียกเรา เราก็เลยชี้และทำท่าทางว่า “แก้วหรอครับ?” เขาก็พยักหน้า เราก็เดินกลับไปเอาแก้วไปให้เขา เขาก็โค้งขอบคุณเรา “ไฮ! …คุดาไซ” และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะนำแก้วไปคืนให้กับทางร้าน แต่เราไม่รู้มาก่อน ก็ “เคอะเขิน” หน่อยๆ .. ตรงนี้ที่น่าสนใจว่า เขาจัดการกับแก้วนี้อย่างไร ทำไมถึงต้องเรียกให้เราเอาแก้วกลับไปให้เขาขนาดนั้น  หรือ เป็นแค่การเก็บขยะโดยปกติของทางร้าน เราก็ได้แต่ขบคิดและเดินต่อไป

เมื่อเดินต่อออกมาได้สักระยะ ดูแผนที่ ก็พบว่าตนเองอยู่ละแวก “ศูนย์การประชุมนานาชาติโตเกียว”  (Tokyo International Forum)  มีการตั้งร้านขายของกึ่งตลาดนัด เราเข้าไปทำการเดินดู พบสิ่งของต่างๆของญี่ปุ่นน่าซื้อมากมาย

แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ตัดสินใจซื้อมา ด้วยความที่ว่ายังเป็นวันแรกอยู่ เดี๋ยวค่อยกลับมาซื้อก่อนจะกลับก็ได้นี่หน่า ซึ่งบอกเลยว่า คิดผิดถนัดเลย คราวหน้าจะตัดสินใจซื้อทันที เพราะของที่นำมาขายน่าซื้อทั้งนั้นเลย และราคาไม่แพงมาก

เราก็เดินดูรอบๆ ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะคิดว่า เดี๋ยววันใกล้ๆจะกลับ จะกลับมาซื้อ และเล็งๆของที่จะซื้อไว้บ้างแล้ว แล้วก็ตัดสินใจเดินออกมาต่อตามทางมาเรื่อยๆ

ชมทัศนยภาพสองข้างทางรถไฟของกรุงโตเกียว ที่มีร้านอาหารและร้านต่างๆอยู่ใต้ล่างของราง กลิ่นหอมของเนื้อผัดโชยมาแตะจมูก

หลังจากนั้น เราก็เดินกลับไปที่พัก ระหว่างทางก็เจอต้นไม้สองข้างทางตลอดเส้นทาง โดยตึกบางตึกเต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ ไม้พุ่มต่างๆ

เราว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆในการวางทัศนวิสัย (View) บนทางเดินเท้า และภาพรวมของเมืองได้ดี ทำให้เรารู้สึกสดชื่นตลอดการเดิน ทำให้รู้สึกร่มรื่น มีประโยชน์ในการช่วยลดมลพิษของเมืองได้ดี

หากเห็นตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมประมาณนี้ แสดงว่าใกล้ถึงที่พักแล้ว ตึกบนย่านนี้ สวยงามมากๆเลย ผู้คนเดินไปมา บนถนนแทบจะไม่มีรถเลย

ก่อนจะเข้าไปเช็คอินที่พักเพื่อพักผ่อน ตอนนี้รู้สึก อยากได้ “น้ำตาเทียม” (Artificial Tears) มาก ซึ่งผู้อ่านเองก็ทราบถึงชื่อเสียงในน้ำตาเทียมของญี่ปุ่นอยู่แล้ว ก็เดินเข้าร้าน DrugEleven ใกล้ๆที่พัก

แต่ด้วยความที่มีให้เลือกหลากหลายมาก เราเลยไม่รู้จะเลือกซื้ออันไหนดี ก็เลยหยิบมาประมาณ 4-5 ยี่ห้อ คิดว่าจะลองดูทั้งหมดเลย ว่ายี่ห้อไหน แบบไหนดีกว่ากัน แล้วก็กลับที่พักเพื่อไปเช็คอิน

ที่พักของเราเป็นลักษณะแคปซูล หรือ Hostel ซึ่งเราสามารถอยู่ได้สบายเลยกับอะไรแบบนี้ สาย Solo Travel น่าจะชอบเลย สิ่งที่เราชอบมากๆเลยก็คือ เพดานที่สูงมาก ทำให้รู้สึกไม่คับแคบ อึดอัดจนเกินไป สามารถรูดม่านลงมาปิดขณะนอนหลับได้ มีทีวีอยู่บนเพดาน โดยต้องเสียบหูฟังเพื่อดูทีวี กฏของที่นี่คือ ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามคุยโทรศัพท์ ให้ลงไปคุยที่โซนพื้นที่กลางที่ชั้นล็อบบี้ ภายในชั้นสำหรับนอน ไฟในโซนห้องนอนจะมืดทั้งหมด

เราก็เข้าที่พักได้แล้ว แล้วก็เก็บของบางส่วน เปิดกระเป๋าเดินทางหยิบเสื้อผ้าต่างๆ ไปอาบน้ำ และตัดสินใจจะออกไปหาข้าวเย็นทาน

เราชอบอะไรแบบนี้มากๆเลย จึงถ่ายรูปมา เป็นถนนทางด่วนที่ตัดลงมาระหว่างตึกสองฝั่ง เราก็อธิบายความรู้สึกไม่ถูก ไม่รู้สิ มันให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์แบบ พอดี ลงตัวมากๆ กาใช้สอยพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ ให้อารมณ์เดียวกับ ทางรถไฟตัดผ่านกลางเมือง หรือ ทางรถไฟฟ้าตัดผ่านตึกในเมือง

 

ภาพคุณตาและคุณยายคู่หนึ่ง กำลังจะเข้าไปใช้บริการในร้านแห่งหนึ่ง อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ภาพขณะสัญญาณไฟเขียวให้คนสามารถเดินข้ามได้

ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเมนูอาหารหน้าร้านก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในร้าน

ร้าน Yoshinoya เป็นร้านอาหารจานด่วนสไตล์ญี่ปุ่นอีกหนึ่งร้านที่เราตัดสินใจลองทานในมื้อเย็นนี้ หลังจากเดินมาทั้งวัน ถึงแม้จะมีสาขาในประเทศไทย

แต่เรามาถึงถิ่นเราต้องลองรสชาติที่เป็นดั้งเดิม เป็นรสชาติที่คนทั่วไปเขากินกัน เผื่อว่ามันจะแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบและอื่นๆ

ตัดสินใจสั่งเมนูนี้เลยละกัน ต้องบอกว่า รสชาติอร่อยใช้ได้เลย ที่สำคัญอิ่มมาก เห็นน้อยๆแบบนี้ แต่เหมือนข้าวอัดมาแน่น  ในราคา 1,101 เยน (JPY) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 315 บาท (THB)

เมื่อทานจนอิ่ม ก็ตัดสินใจเดินกลับที่พัก เราชอบถ่ายภาพกลางคืนมากๆ เพราะสีสันมันสวยงามมากกว่า แต่ก็ได้ถ่ายรูปมาแค่ 3 รูปก่อนที่แบตเตอรี่กล้องจะหมด และมาดูทีหลังคือ เกิดจากความผิดพลาดในการปรับความสว่าง แต่มันกลับได้ภาพที่ออกมาสวยกำลังพอดี


PAIN POINT #2 : แบตเตอรี่ Pocket Wifi หมด แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนใกล้หมด แบตเตอรี่สำรองแบบพกพาหมด ตอนนี้คุณอยู่คนเดียวตัวเปล่า ห่างจากโรงแรมที่พัก ทำอย่างไรดี?

เมื่อกลับมาถึงที่พัก นำแท่นชาร์จของกล้อง FUJI XA2 ออกมาจากกระเป๋า เพื่อชาร์จ ขนหัวลุกเลย เพราะ เป็น “หัวปลั๊กแบบกลม” ซึ่งเราก็ลืมไป นึกว่ามันเป็น “หัวปลั๊กแบบแบน” .. เอาแล้วไง แล้วจะชาร์จยังไง

แต่ก็คิดว่า โอเค เราออกไปหาซื้อที่ร้านสะดวกซื้อน่าจะมี ในขณะที่คุณกำลังพยายามเดินหาอยู่นั้น คุณก็ออกมาไกลจากที่พักพอสมควรแล้ว ซึ่งนอกจากร้านสะดวกซื้อแต่ละแบรนด์จะไม่มีขายแล้ว เพราะจะมีขายแต่แบบ หัวปลั๊กแบนเชื่อมต่อกับสาย USB คุณก็ต้องเดินหาออกมาไกลจากที่พักเรื่อยๆ เผื่อว่าจะมีร้านไหนที่พอจะมีขายบ้าง แต่ก็พบว่า คุณน่าจะออกมาไกลมากแล้ว

ด้วยความที่คุณมัวแต่นึกถึงแต่การซื้อหัวปลั๊ก จนคุณพบว่า คุณลืมดูว่า แบตฯ สมาร์ทโฟนของคุณก็ใกล้จะหมด รวมถึง แบตเตอรี่สำรองเองก็หมดเช่นกัน จากนั้นเดินไปสักพัก อินเตอร์เน็ตที่คุณมีก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ เมื่อคุณเปิดกระเป๋าดู Pocket Wifi ก็พบว่าแบตฯหมด แบตฯสำรองที่เขาให้มาติดเครื่องไว้ก็หมด

เอาละไง จะกลับที่พักอย่างไรดี? นี่คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ที่ทุกอย่างจะหมดพร้อมกัน แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และตอนนั้นมีแต่ตัวคุณคนเดียวในเมืองใหญ่ ที่ดูเหมือนจะมีแต่คุณอยู่ตรงนั้น คนที่เคย “พลุกพล่าน” หายไป เหลือแต่ความเงียบ..

มันก็ไม่ใช่เรียกว่าความโชคดีอะไร อันนี้เราจะแนะนำวิธีผ่านสถานการณ์แบบนี้มาได้ เพราะ เราได้ทำการจำสถานที่ต่างๆไว้ก่อนเดินทางมาแล้ว เราดูรูปละแวกที่เราอยู่ก่อนมาซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบมาก รวมถึงนึกภาพเป็บแบบ 3 มิติในความทรงจำ ว่าเราอยู่ใกล้ตึกสำคัญๆตึกไหน เดินมาประมาณที่ช่วงตึกแล้ว แต่ยอมรับว่าตอนแรกที่ยังไม่ได้ตั้งสติ เราตกใจและกังวลมากๆ จนเราสามารถตั้งสติ และเดินกลับโรงแรมที่พักได้ โดยที่ก็ยังหาไม่ได้ Universal Adapters กลับมา แต่เราก็ถือว่า ไม่เป็นไร กลับที่พักให้ได้ไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

นึกขึ้นได้ ทางโรงแรมก็น่าจะมีให้ยืมนี่หน่า เพราะ น่าจะมีลูกค้าที่น่าจะเจอปัญหาเดียวกันมาถามบ้างแหละ ก็เลยลงลิฟท์ไปถาม ทางโรงแรมก็นำหัวปลั๊กต่างๆในตะกร้าที่มีมาให้เราดู เยอะแยะเลย เราก็เริ่มใจชื้น เริ่มมีความหวัง แต่หาเท่าไหร่ ก็ไม่มีรูปแบบเดียวกันปลั๊กของเรา เราก็ขอบคุณเขา แล้วก็เดินคอตกกลับขึ้นมาบนห้อง (อันนี้ก็แนะนำคนอื่นๆว่า สามารถลองถามทางโรงแรมดูก่อนได้เหมือนกัน ก่อนออกไปหาซื้อ)

ความรู้สึกแรกตอนนั้นเลยคือ เราพึ่งมาถึงวันแรก เรากำลังจะไม่มีรูปภาพในทริปนี้สำหรับวันที่เหลือหรอ เป็นความรู้สึกที่หดหู่มาก

แล้วเราก็นึกขึ้นได้ว่า เราน่าจะเอา “ปลั๊กรางหัวปลั๊กแบบแบน” มาด้วยนะ เพราะเราม้วนไว้แล้วก่อนออกมา เราก็เลยไปเปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ดู พบว่า เอ้า ไม่ได้เอาใส่มา! โอ้โห ชีวิต! รูดดูตามช่องต่างไปรูดมา พอจะรูดจะปิดกระเป๋า ซิปกระเป๋าเดินทางขาด!

“ชีวิตกูนี่คอนเท็นต์จริงๆเลยย! วันแรกก็เล่นกูซะแล้วไง” คือ คำที่เราพูดออกมาจากความรู้สึกในขณะนั้นจริงๆ คือ นอกจากจะต้องหาซื้อ หัวปลั๊กเพิ่มแล้ว ยังต้องหาซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่อีก แล้วจะไปหาซื้อที่ไหนเนี่ย

แต่เราก็ค่อยๆนอนคิดวางแผน ว่าในวันพรุ่งนี้เราจะไปต่ออย่างไรดี เราจะทำอย่างไรต่อไป จะแก้ปัญหาอย่างไร นี่สินะ การเดินทางคนเดียว (Solo Travel) แต่ตอนนี้ขอนอนเอาแรงก่อน เพราะชีวิตต้องพักผ่อน ..

โปรดติดตามตอนต่อไป  🧡

#JampayPainPoint

DAY2 – เที่ยวโตเกียวคนเดียว