“SEO” และ “Organic Search” ข้อดี-ข้อเสีย ต่อ “ธุรกิจ SMEs” .. กลยุทธ์ การทำ SEO การจะ ติดหน้าแรก อันดันการค้นหาของ Google ด้วย SEO (Search Engine Optimization) คือ .. Organic Search คือ การเข้าถึง แบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Organic Reach) คือ มี ข้อดี-ข้อเสีย ต่อ ธุรกิจ SMEs (เอสเอ็มอี) ต้องลงโฆษณา เพียงอย่างเดียวหรือ ต้องยิง Google Ads เพียงอย่างเดียวหรือไม่ มี วิธี (How To) อื่นๆ อีกหรือไม่ มีประโยชน์กับ การสร้างเว็บ สร้างเว็บไซต์ อย่างไรบ้าง
การทำ “SEO” และ “Organic Search” ข้อดี-ข้อเสีย ต่อ “ธุรกิจ SMEs”
หลังจากกระแส “ไลฟ์โค้ช” (Life Coach) “โค้ชการตลาด” (Marketing Coach) กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย บ่งบอกให้เราทราบถึง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางสถาบันทางสังคม เช่น ครอบครัว การศึกษา เป็นต้น และ การเข้าถึงแหล่งความรู้ ที่อาจมีปัญหาในสังคม
มีแต่ “สอน ยิงแอด” หรือ “สอน เทคนิคยิงแอดอย่างไรให้ปัง” หรือ “สอน ยิง Ads Facebook” โค้ชการตลาด โค้ชชีวิต โค้ชนั่นโค้ชนี่ สูตรลับ เทคนิคลับ โค้ชหุ้น เทรดหุ้นมีแต่รวยกับรวย เป็นต้น แจมเพย์อยากจะนำเสนอว่า ความรู้มีอยู่ทุกที่ สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทำไมเราต้องเสียเงินมากมายไปกับความรู้พื้นฐาน ที่มีคนนำเสนอแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่เป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต และกลับกัน ถ้าคุณมีเทคนิคที่ทำให้คุณรวย คุณจะมาบอกคนอื่นหรือไม
ในความเป็นจริง ทุกแพลตฟอร์ม มี “ห้องเรียนออนไลน์” (e-Learning Academy) หรือ คู่มือการใช้งาน วิดีโอสอนการใช้งาน กฏเกณฑ์ ข้อบังคับ อะไรทำได้หรือทำไม่ได้ พร้อมให้บริการกับทุกท่าน แบบไม่มีค่าใช้จ่ายเลยด้วยซ้ำ เพื่อให้ผู้ใช้งานของเขา ได้ใช้งานแพลตฟอร์มของเขาเป็น หรือ ผู้ที่สนใจอยากลงโฆษณา สามารถลงโฆษณาภายในแพลตฟอร์มของเขาได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น ถ้าท่านเข้ามาเจอบทความนี้จากการค้นหา แสดงว่า บทความนี้ ประสบความสำเร็จ ในการทำเนื้อหาสาระให้เหมาะสม (Search Engine Optimization) กับ การค้นหาของ เครื่องมือค้นหาอย่าง “กูเกิล” (Google) และ แพลตฟอร์มอื่นๆ
ผู้ประกอบการธุรกิจส่วนตัวส่วนใหญ๋ มักไม่ให้ความสำคัญกับ การทำให้เหมาะสม (Optimize) กับ เครื่องมือค้นหา (Search Engine) “ฉันจะทุ่มงบโฆษณา” คุณเลิกฝันที่จะแข่งขันกับงบประมาณการประมูล (Bidding) กับแบรนด์ที่มีงบประมาณโฆษณาได้เลย การประมูลคำค้นหาหลักราคาต่อหน่วยอยู่ในช่วงราคาที่สูง เมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจขนาดเล็ก ดังนั้น ต้นทุนต่อหน่วยของคุณจะสูงมาก และไม่คุ้มค่า เมื่อนำมาคำนวณหาผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)
หรือ บางแบรนด์ สร้างรายได้จากการลงโฆษณา ทำให้จำเป็นต้องลงโฆษณาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้ เพราะเมื่อลดลง จะทำให้ยอดขายลดลง หรือ สูญเสียตำแหน่งทางการตลาด และเมื่อแพลตฟอร์มมีการปรับช่วงราคาขึ้น มักทำให้ต้นทุนของการโฆษณาสินค้าของแบรนด์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนมากนัก
ดังนั้น แจมเพย์ จึงแนะนำวิธีการทำเนื้อหาสาระให้เหมาะสมกับเครื่องมือค้นหา (Search Engine Optimization) หรือ เหมาะสมต่อแพลตฟอร์ม (Platform Optimization) มากว่า การทุ่มเม็ดเงินโฆษณา (Advertising Expenses) เพียงอย่างเดียว สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) แต่มันจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง .. ไปเริ่มกันเลย ..
- แจมเพย์ (Jampay) เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจต่างๆ ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ฟรี!
- การตลาด “เจาะกลุ่มคนเหงา” .. โอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตา
- iPhone จากค่าย Apple กับ กลยุทธ์การตั้งราคา
สารบัญ
–SEO คืออะไร และ Search Engine คืออะไร
–Organic Search และ Organic Reach คืออะไร
–ข้อดี ของ การทำ SEO ต่อ ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs)
–ข้อจำกัด ของ การทำ SEO ต่อ ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs)
–สรุป: การทำ “SEO” และ “Organic Search” ข้อดี-ข้อเสีย ต่อ “ธุรกิจ SMEs”


SEO คือ อะไร
SEO (Search Engine Optimization) คือ ความเหมาะสม เหมาะสำหรับเครื่องมือค้นหา ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด มีคะแนนจัดอันดับสูงที่สุด เป็นมิตรต่อ เครื่องมือค้นหา (Search Engine) ของผู้ให้บริการ
ดังนั้น การทำเอสอีโอ SEO จึงหมายถึง การทำเนื้อหาสาระของเราให้มีความเหมาะสมกับเครื่องมือค้นหาของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ เพื่อให้เครื่องมือค้นหาสามารถเห็นเนื้อหาเราได้ หรือที่หลายท่านเรียกว่า การติดอันดับการค้นหา หรือ “ติดหน้าแรก” ของการค้นหา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ การทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหา (Search Engine Marketing, SEM)
Search Engine คือ อะไร
Search Engine คือ เครื่องมือค้นหา ทำหน้าที่ เหมือน บรรณารักษ์ หรือ ตัวแทนที่เดินไปค้นหาหนังสือ ข้อมูล ตามชั้นวาง หรือ ตามหมวดหมู่มาให้เรา เพื่อนำสิ่งที่เราต้องการมาแสดงให้เราอย่างตรงจุดมากที่สุด
หากเป็นเว็บไซต์ในปัจจุบัน เปรียบเหมือน เครื่องมือที่ทำหน้าที่ค้นหาสิ่งต่างๆ จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีอยู่บนอินเตอร์เน็ต ผ่านการประมวลผลด้วยความเร็วสูงระดับเศษส่วนวินาที ผ่านเทคโนโลยีของผู้ให้บริการ อาศัยหลักเกณฑ์การจัดอันดับต่างๆ ในการคัดสรรเนื้อหาสาระมานำเสนอให้กับผู้ที่ต้องการค้นหา
Google คือ ผู้ให้บริการเครื่องมือค้นหา ที่ทุกท่านทราบกันดี และ ใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ ในการค้นหาสิ่งต่างๆ เพื่อไปยังเนื้อหาสาระที่ทุกท่านสนใจ หรือ ต้องการทราบคำตอบ หรือ Yahoo!, Bing, Naver เป็นต้น
ปัจจุบันทั้ง Facebook, YouTube, Line, Lazada, Shopee, Naver ต่างพัฒนา เครื่องมือการค้นหา (Search Engine) ของตนเอง อาจส่งผลต่อ “พฤติกรรมของผู้ใช้งาน” (User Behaviors) ในการค้นหาในแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่าง การค้นหาในชีวิตประจำวัน .. เวลาที่คนเราต้องการค้นหาอะไรสักอย่างที่มีความสนใจ คนเรามักเลือก ค้นหาด้วยคำที่ “ง่าย รวดเร็ว กระชับ” เช่น “หุ้น วันนี้” “บทความ หุ้น” เป็นต้น ก็จะมีบทความขึ้นมาแสดง สื่งเหล่านี้เรียกว่า “คำหลัก” (Keywords) สิ่งเหล่านี้ คือส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ เนื้อหาสาระ (Content) ของเราติดหน้าแรก
สังเกตจากตัวเราเองก็ได้ว่า เวลาที่เราค้นหาสิ่งต่างๆ เราค้นหาอย่างไร เราพิมพ์อย่างไร เช่น เราอยากค้นหา “ร้านเสื้อผ้าแนะนำใน Instagram” เราจะค้นหาว่า “ร้านขายเสื้อผ้าแนะนำใน อินสตาแกรม เสื้อผ้าสวยๆ” หรือ “ร้านเสื้อผ้า ig สวยๆ” หรือ “ไอจี ขายเสื้อผ้า สวยๆ” หรือ “แบรนด์เสื้อผ้า ไอจี” มากกว่า
หรือ อยากกินอาหาร อยากซื้ออาหารมาทานที่บ้าน เราอาจจะค้นหาคำว่า “อาหารตามสั่ง จัดส่งฟรี เดลิเวอร์รี่” “น้ำปลาร้า จัดส่งฟรี Delivery” หรือ “mk delivery เบอร์โทร” เป็นต้น
ผู้คนค้นหาสิ่งต่างๆ ทุกวัน ทุกเวลา ยิ่งมีผู้คนค้นหามากขึ้นเท่าไหร่ หากเราสามารถทำให้เนื้อหาของเรา ติดอันดับการค้นหา หรือ ติดหน้าแรก ของการค้นหา อยู่เสมอ และเจอเข้ากับเนื้อหาสาระของเรามากขึ้นตามไปด้วย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณามากนัก
ซึ่งหากผู้ประกอบการ หรือ ธุรกิจ จะใช้บริการต่างๆ ของ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงเลย “อีเมล” (e-mail) โดยบริการอีเมลของ Google คือ Gmail ที่จะใช้เป็นอีเมลหลัก ในการสมัครใช้บริการต่างๆ ของกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Google Drive, Google Ads เป็นต้น ดังนั้น การสมัคร Gmail จึงถือเป็นขั้นตอนแรก ของการเริ่มต้นใช้งานบริการต่างๆ ของกูเกิล แบบ Freemium ในช่วงเริ่มต้นของผู้ประกอบการ และเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการข้อมูลเชิงลึก (Insights) และ ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Analytics)
Organic Search คือ อะไร
Organic Search คือ การแสดงอันดับการค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกจัดอันดับ โดยใช้การจัดอันดับคะแนน ตามเกณฑ์ของผู้ให้บริการ อย่าง Google แสดงบน หน้าแสดงผลการค้นหา (Search Engine Results Pages) หรือ SERPs
ดังนั้น การทำเว็บไซต์ หรือ เนื้อหาสาระ ให้เหมาะสมกับเครื่องมือค้นหา (Search Engine Optimization) จะช่วยให้เนื้อหาสาระ (Content) ของเราถูกจัดอยู่ในอันดับแรก หรือ ติดหน้าแรก
ซึ่งจะมาควบคู่กับ การแสดงผลการค้นหาแบบมีค่าใช้จ่าย (Paid Search) ที่เรียกว่า PPC หรือ Pay-Per-Click Model โดย อาศัยการประมูล คำหลัก (Keywords) ผ่านเครื่องมือโฆษณาของกูเกิลอย่าง Google Ads (ชื่อเดิม Adwords)
และ เครือข่ายดิสเพย์โฆษณาของกูเกิล (Google Display Network) ที่จะมีการแสดงผลการค้นหา และมีการเรียกเก็บค่าบริการ หากมีการคลิกเข้าชมหน้าเว็บไซต์ปลายทาง (Landing Page) โดย PCC แสดงอยู่ด้านบน การแสดงผลแบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีคำว่า โฆษณา (Ads) กำกับไว้
Organic Reach คือ อะไร
Reach คือ “การเข้าถึง” ดังนั้น Organic Reach คือ การเข้าถึงโดยธรรมชาติ ผ่านการมองเห็นโดยการแสดงผลหลังจากระยะเวลาของการโพสต์ หรือ การเข้าถึงแบบไม่มีค่าใช้จ่าย หรือ Organic Trafiic หรือ มีแหล่งที่มาของผู้ใช้งาน (Arttibution) จากการค้นหาผ่านเครื่องมือค้นหา (Search Engine)
ปัจจุบัน แพลตฟอร์มต่างๆ อย่าง Facebook ปิดกั้นการมองเห็น หรือ การเข้าถึงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Organic Reach) ทำให้ การเข้าถึงแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายถูกลดลงจนเหลือ 0 เพื่อให้ผู้ใช้งานหันไปให้ความสนใจในการลงโฆษณามากยิ่งขึ้น
แต่หากเราสังเกต และลองมองในเชิงธุรกิจ เราจะพอทราบว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้ ต้องการอะไร และ สร้างรายได้อย่างไร
แพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการ ต้องการอะไร
ขออนุญาต ไม่พูดถึง “อัลกอริทึม” (Algorithm) ของแพลตฟอร์มต่างๆ วิธีการหนึ่ง สอง สาม เพราะ อาจทำให้หลายๆ ท่าน ไม่เข้าใจและสับสนได้ พยายามจะอธิบายอย่างง่ายๆ เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปเห็นภาพมากที่สุด และหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคให้มากที่สุด
และ อีกเหตุผลหนึ่ง คือ แม้ว่าจะทำวืธีเดียวกัน ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ต่างกัน หรือ ผลลัพธ์ที่ไม่ยั่งยืน ได้มาแล้วก็หายไป หรือ บางคนทำไมทำได้ ได้รับการอนุญาต แต่เราทำไม่ได้ และผิดกฏชุมชน ไม่ผ่านการอนุมัติ (กรณีลงโฆษณา) หรือ ถูกลดการเข้าถึง
แต่จะขอพูดถึง “วิธีคิดเชิงธุรกิจ” (Business Mindset) มากกว่า หากเราเป็น ผู้ประกอบการ เป็นเจ้าของธุรกิจ (Entrepreneur) เราจะมีวิธีการคิดอย่างไรในการทำธุรกิจ เราจะมีการสร้างรายได้อย่างไร
จากการเขียนบทความ “ธุรกิจ Freemium Model รายได้มาจาก Premium Users มากที่สุดจริงหรือ?” พบว่า รายได้ส่วนใหญ่ของแพลตฟอร์ม มาจาก “รายได้จากโฆษณา”
ซึ่งการจะแสดงโฆษณาได้นั้น ต้องแสดงโฆษณาอย่างเหมาะสม เพราะ หากแสดงโฆษณามากจนเกินไป จะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรำคาญ และส่งผลต่อระยะเวลาในการใช้งานแพลตฟอร์มนั้นๆ
1.เวลาของผู้ใช้งาน (Need More User Time Spending)
หนึ่งในนั้นทางเลือกที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ เนื้อหารูปแบบวิดีโอ (Video Content) เพราะ สามารถดึงดูดผู้ชมได้เป็นระยะเวลานานกว่า
หากลองสังเกตตนเอง จะพบว่า เราสามารถอยู่ในหน้า Facebook Watch, Instagram Stories, YouTube Trending Feed รับชมโดยที่ยังไม่กดเข้าไปภายในวิดีโอ หรือ TikTok ได้แบบลืมเวลาเลย เพราะ ตัวเรา คือ ผู้ใช้งาน สามารถเลื่อนดูวิดีโอไปได้เรื่อยๆ อย่างง่ายดาย
เพราะ มีการแนะนำให้เรารับชม หรือ เป็นการถามเราว่า วิดีโอหรือเนื้อหาแบบนี้เราชอบไหม เราหยุดดู นานเท่าไหร่ มีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน หรือ เราเลื่อนผ่านไปเลย ในครั้งต่อไปแพลตฟอร์มจะเรียนรู้และแนะนำสิ่งที่เราจะให้ความสนใจมากที่สุดมากับเรา เพื่อให้เราอยู่ในแพลตฟอร์มได้นานยิ่งขึ้น
ซึ่งในระหว่างนั้น เป็นช่วงที่ดีที่จะมีโฆษณามาแสดง ซึ่งเป็นช่วงที่ยอมรับได้ของเรา ตัวอย่างเช่น เมื่อเราดูตัวอย่างวิดีโอในหน้า YouTube Feed จนเริ่มสนใจอยากดูวิดีโอตัวเต็ม เมื่อเรากดเข้าไป จะมีโฆษณามาแสดงคั่นก่อนที่เราจะรับชม เป็นต้น หรือเราเลื่อน Facebook Watch ไปสักพัก จะมีวิดีโอแนะนำแบบเสียค่าใช้จ่ายแนะนำเรา หรือ หากเราดูวิดีโอใดไปสักพักอย่างสนใจ จะมีโฆษณาขึ้นมาคั่นระหว่างการรับชม อย่างเหมาะสม
หรือ เนื้อหารูปแบบบทความ (Article Content) เนื้อหาโพสต์ที่มีประโยชน์ ผู้อ่านผู้ชมให้ความสนใจ ค้นหา ต้องการคำตอบ หรือ ต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ยกตัวอย่าง แจมเพย์ แม้ว่าเราจะมีการแทรกโฆษณาในตำแหน่งที่เหมาะสม บางครั้งโฆษณาอัตโนมัติ ก็มักแสดงเพิ่มเติมขึ้นมาเอง แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาของแจมเพย์ สามารถดึงดูดผู้ชมไว้ได้มากพอ และเนื้อหามีความยาวมากพอที่จะแสดงโฆษณาคั่นระหว่างเนื้อหาได้
ในการใช้งานแพลตฟอร์ม 1 ชั่วโมง เราอาจได้รับการแสดงโฆษณามากมายจนเราอาจจะนับไม่หมด
2.เพื่อการแสดงโฆษณา (For Display Advertising)
การแสดงโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม ก็จะแตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย เช่นของ กูเกิล (Google) มีการแสดงโฆษณาแบบปรับตามขนาดของหน้าจอได้ เฟซบุ๊ก (Facebook) เริ่มมีการปรับให้แสดงโฆษณาแบบรูปภาพและตัวหนังสือด้านล่างของคลิปวิดีโอ ยูทูบ (YouTube) มีการแสดงโฆษณาวิดีโอคั่นประมาณ 15 วินาที แบบ 2 ชิ้นงานต่อเนื่องกัน หรือ แต่ในหมวดสินค้า (Products) อย่าง แพลตฟอร์ม Lazada และ Shopee เองก็ตาม
สิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างรายได้สูงสุดให้แก่ธุรกิจของตนเอง และการที่แพลตฟอร์มต้องการเนื้อหาที่สามารถรักษาระยะเวลาของผู้ชมไว้ได้มากเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นบทความ หรือ เนื้อหาวิดีโอ เพื่อส่วนหนึ่งจะได้แสดงโฆษณาอย่างเหมาะสม ไม่แสดงด้วยจำนวนครั้งที่มากเกินไปใน 1 เนื้อหา หรือ มีเนื้อหาภายในนิวส์ฟีด (News Feed) อาทิ Facebook Watch, TikTok, YouTube Trending Feed ที่มากเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น 3-5 วิดีโอ ก่อนจะมีโฆษณาปรากฏคั่นระหว่างฟีดหนึ่งครั้ง ซึ่งเนื้อหาสาระของเรา มีสิทธิได้รับเลือกให้อยู่ในวิดีโอแนะนำ 5 วิดีโอเหล่านั้น แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน หากเข้าเกณฑ์ของแพลตฟอร์ม
เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับเนื้อหาสาระที่ตนสนใจด้วยความพึงพอใจ กลมกลืนกับเนื้อหา ไม่ขัดต่อประสบการณ์ในการใช้งาน และแสดงโฆษณาให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ผู้ใช้งานจะจบเซสชั่นการใช้งานในแต่ละช่วงเวลา
ดังนั้น ผู้สร้างสรรค์ (Creators) จำเป็นต้องเข้าใจหลักการนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของแพลตฟอร์ม เพื่อให้เนื้อหาสาระที่สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเนื้อหาภายในเว็บไซต์ หรือ โพสต์ต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ เข้าเกณฑ์การจัดอันดับการค้นหา หรือ จัดอันดับเนื้อหาแนะนำแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยการทำเนื้อหาให้เหมาสมกับแพลตฟอร์ม (Platform Optimization) ของแต่ละแพลตฟอร์ม และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น และมันจะเข้ากฏเกณฑ์การจัดอันดับของอัลกอริทึมโดยธรรมชาติ
อ่านเพิ่มเติม: เกี่ยวกับ รายได้หลักของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ
–ธุรกิจ Freemium Model รายได้มาจาก Premium Users มากที่สุดจริงหรือ?
อ่านเพิ่มเติม: เกี่ยวกับการทำ Great Content วิธีทำคอนเทนต์อย่างไรให้ปัง แบบไม่มีค่าใช้จ่าย
–การสร้างแบรนด์ ด้วย Content Marketing ทำอย่างไร? มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร?
ข้อดี ของ การทำ SEO ต่อ ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs)
ประหยัดงบประมาณในการโฆษณา
แน่นอนว่า การปรับปรุงเนื้อหาในส่วนต่างๆ ให้เหมาะสม รวมถึง เนื้อหามีความน่าสนใจ มีจำนวนการมีส่วนร่วมในเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ที่ จะช่วยให้เนื้อหาสาระ (Content) ของเรา มีโอกาสถูกแนะนำขึ้นหน้าแรกแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในบางฟีเจอร์ของแพลตฟอร์ม เช่น YouTube Trending Feed, Facebook Watch, TikTok และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาในสัดส่วนที่สูงมากนัก หรือ อาจไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาในบางช่วงไปเลย
และหากเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจที่สามารถทำตัวให้เบา (Lean) ได้มากที่สุด ย่อมได้เปรียบ และแม้ไม่ได้ทำการลงโฆษณา แต่เนื้อหาสาระยังเป็นที่สนใจของผู้คน หรือ ได้รับการแนะนำจากแพลตฟอร์มย่อมได้เปรียบกว่า เพราะ แพลตฟอร์มยังต้องการเนื้อหาจากผู้สร้างสรรค์ที่จะมาทำให้โฆษณาของเขาถูกแสดงให้มากที่สุด
ส่งผลเชิงบวกต่อแบรนด์ ธุรกิจ หรือ สินค้า
เพราะ ผู้คน เขาถึงเนื้อหาของเราแบบธรรมชาติ (Organic Reach) ด้วยแนวคิด การตลาด SEO Marketing ความรู้สึกที่มีต่อเนื้อหาสาระ สินค้า แบรนด์ ธุรกิจ หรือ บริษัทของท่าน ย่อมดีกว่าการพบเจอแบบจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกันอาจส่งผลด้านลบให้กับเนื้อหาสาระ
ลองสำรวจตัวเองก็ได้ ยกตัวอย่าง เวลาที่เรานอนฟังวิดีโอในยูทูบ (YouTube) หรือ พอดแคสต์ (Podcast) ที่เป็นเนื้อหาที่เราสนใจ หรือ บางครั้งเราฟังเพื่อพักสายตา หรือ พักผ่อน หลังจากการทำงาน อยากฟังให้มันเพลินๆ เมื่อมีโฆษณาคั่นระหว่างเนื้อหา ที่จบภายใน 15 วินาที แม้จะมี 2 ชิ้นงานต่อเนื่อง เรายังรับได้ เพราะเมื่อแสดงโฆษณาจบก็จะแสดงวิดีโอของเราต่อได้
แต่หากมีโฆษณาที่ยาวมมากเกินไป บางครั้งเกือบ 5 นาที เราจะรู้สึกว่า ทำไมไม่เลือกตำแหน่งที่แสดงโฆษณาให้ดีกว่านี้ และจะส่งผลด้านลบกับแบรนด์ทันที เพราะ เราอยากฟังเนื้อหาที่เราสนใจต่อ และ เราต้องตื่นตัวจากการพักผ่อนเพื่อมากดข้ามโฆษณาต่างๆ
ซึ่งบางท่านอาจจะให้ความเห็นว่า ทำไมไม่ใช้บริการ YouTube Premium จะได้ไม่ต้องมีโฆษณา .. เราอยากจะให้ความเห็นว่า เรามีความสนใจด้านนี้ ดังนั้น เราอยากทราบว่า ธุรกิจหรือแบรนด์เขากำลังทำอะไรกัน ทิศทางของการโฆษณากำลังไปในทิศทางไหน รวมถึง ธุรกิจ Freemium Model ให้สิทธิผู้ใช้งานได้ใช้แบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้ เพียงแค่ต้องเผชิญกับโฆษณา ซึ่งเรารับได้
ข้อจำกัด ของ การทำ SEO ต่อ ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs)
อาศัยองค์ความรู้
การทำสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมตามกฏเกณฑ์ Search Engine Optimization หรือ Platform Optimization ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และ กระบวนการคิดเชิงซับซ้อนเล็กน้อย อาจมีการวางแผนคำหลัก (Keyword Planning) ที่ใช้ในเนื้อหาด้วย เพื่อให้สามารถเข้าใจความต้องการของแพลตฟอร์ม และต้องไม่ลืมความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของเราด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ขอให้ผู้อ่านนึกถึง การทำเนื้อหาที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์ กับกลุ่มเป้าหมายของตนไว้ให้มากที่สุดก็พอ และเมื่อสิ่งที่เรานำเสนอต่อผู้คนมีประโยชน์ มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ สิ่งแปลกตา น่าสนใจ การมีส่วนร่วม (Engagement) จะเกิดขึ้นต่อเนื้อหาของเรา และ เพิ่มการเข้าถึงแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Organic Reach) ให้แก่เราได้
ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ และ รับรู้ผลลัพธ์
แน่นอนว่า การตลาดดิติทัล-ดิจิตอล (Digital Marketing) ไม่ได้อาศัยเพียง ความรู้ความเข้าใจด้าน สถิติ การวิเคราะห์ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาศัยความเข้าใจการเรื่องของศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ ที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมและการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายด้วยเช่นกัน
ซึ่งข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คือ ขาดทีมงาน ขาดบุคลากรที่มีความพร้อม มีความรู้ความสามารถ เพื่อสร้างทีมงานในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่เหมาะสมได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจส่วนตัว ที่ไม่ได้มีทีมงานมากนัก สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาสาระได้เช่นกัน แม้จะไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือ เทคโนโลยีมากนัก
แต่ให้คำนึงถึง “คุณค่า” (Values) ที่เราต้องการนำเสนอให้มากที่สุด ว่าเนื้อหาสาระชิ้นไหน ต้องการมอบคุณค่าด้านไหน ความสุข ความตลก ความรู้ ความคิดถึง ความแปลกใหม่ เปิดประสบการณ์ เป็นต้น
เพราะ การแชร์ (Sharing) มีต้นทุนแฝง
การที่เราจะให้คนหนึ่งคนแชร์เนื้อหาสาระของเราไป ต้องอาศัยหลากหลายปัจจัย ทั้งความสนใจ ความตรงใจ ต้องการเผยแพร่ประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่น ความรู้ รูปแบบเนื้อหา เนื้อหา สถานะทางสังคม ภาพลักษณ์ การตอบรับจากเฟรนลิสต์ เป็นต้น ดังนั้น การที่เนื้อหาของเราจะถูกแชร์เป็นเรื่องที่ยากขึ้นในปัจจุบัน หรือ เราอาจสังเกตได้จาก การเพิ่ม แท็บ “บันทึกไว้ภายหลัง” นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้อ่านอาจมีพฤติกรรมในการแชร์ต่างออกไปจากเดิม อาจต้องการเก็บไว้อ่าน ไว้รับชมภายหลังคนเดียวมากกว่า การเผยแพร่บางสิ่งสู่สาธารณะ
และเพราะว่า การลงโฆษณากับแพลตฟอร์ม เราสามารถเห็นผลลัพธ์ วัดผล (Measurement) หรือ ทราบผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ทันทีว่า มีอัตราต้นทุนเท่าไหร่ มีรายได้ต่อคลิกเท่าไหร่ มีคนเข้าถึงเท่าไหร่ จึงทำให้นักการตลาด หรือ เจ้าของธุรกิจนิยมมากกว่่า
และ การรับรู้ผลลัพธ์ ของ ความเพียร ความพยายามสร้างสรรค์สิ่งใดก็ตามต้องใช้เวลา การสร้างสิ่งที่เหมาะสมของแพลตฟอร์มก็เช่นกัน กว่าที่เราจะได้รับการแนะนำ หรือ คอนเทนต์ของเราจะเป็นที่สนใจของผู้คนอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ย่อมดีกว่ากับธุรกิจที่ไม่มีเงินทุนมากมาย
สรุป: การทำ “SEO” และ “Organic Search” ข้อดี-ข้อเสีย ต่อ “ธุรกิจ SMEs”
“ผุ้คนค้นหาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Organic Search) ธุรกิจทำเนื้อหาให้เหมาะสมกับเครื่องมือค้นห้า (SEO) หรือ เหมาะสมสำหรับแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้คนพบเจอธุรกิจของตนได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการเข้าถึงแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย (Organic Reach)”
ข้อมูล องค์ความรู้มีให้อ่าน และศึกษาอย่างแพร่หลาย และเข้าถึงได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินแพงมากมายขนาดนั้น และสิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น และแม้ว่าจะใช้วิธีเดียวกัน แต่อาจได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
ผู้ประกอบการต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมในการสร้างสรรค์เนื้อหาสาระขึ้นมา เพื่อสร้างความแตกต่าง พยายามสร้างเนื้อหาที่เป็นต้นฉบับ (Original Content) การดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และ การตอบสนองความต้องการแพลตฟอร์ม ไม่มีเทคนิค หรือ สูตรสำเร็จ ตายตัว เพราะ แม้ว่าจะใช้วิธีเดียวกัน เลือกกลุ่มเป้าหมายเหมือนกัน แต่ กลับได้ผลลัพธ์ต่างกัน
เขาถึงมักพูดว่า ควรมีการเปรียบเทียบ (Benchmarks) การทดสอบ (Testing) ผลลัพธ์ของชิ้นงานอยู่เสมอ หรือ การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และ แพลตฟอร์ม มีการปรับระบบตลอดเวลา ดังนั้น เทคนิคที่เคยทำแล้วปัง ในอดีต ปัจจุบันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วก็ได้ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ อย่าให้ใครมาหลอกคุณได้
หมายเหตุ: เป็นเพียงประสบการณ์ทำงาน มุมมองและการวิเคราะห์ส่วนตัวเท่านั้น หากผู้อ่านต้องการนำไปอ้างอิงเพื่อการศึกษาสามารถทำได้ โดยแนะนำให้ศึกษาจากแหล่งที่มาอื่นๆ ประกอบ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย
อ้างอิง:
– Business Trends 2019 กับ 4 แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้
– ขายของออนไลน์ ธุรกิจออนไลน์ .. ทำไมยากขึ้นเรื่อยๆ?